เปิดบทเรียนและความสัมพันธ์ 6 ปี ‘ต้าห์อู๋-ออฟโรด’ เราต้องทำความเข้าใจกันไปเรื่อย ๆ

เปิดใจ “ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว” เผยความรู้สึกผ่านรายการ Woody Talk หลังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน Eurovision Asia 2026 เตรียมนำบทเพลงที่บอกเล่าความรู้สึกคิดถึงและอัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสื่อสารบนเวที พร้อมย้อนเล่าความทรงจำวัยเด็กทายาทโรงงิ้วสู้ชีวิตตั้งแต่การเรียนรู้ชีวิตครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย การปรับตัวเข้ากับสังคม ตลอดจนความฝันเรื่องการร้องเพลงที่มุ่งมั่นพิสูจน์ตัวเองเพื่อเอาชนะคำสบประมาท เผยความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกับ “ออฟโรด” ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6

ความรู้สึกในการเข้าร่วม Project Eurovision Asia
เพื่อน Mang มาชวนไปแข่งร้องเพลงกันไหมพี่โดมเสนอมา “ไม่เอาแล้วพี่ ผมไม่เอาแล้ว” เขาบอก “ลองไปดู นาน ๆ ไปด้วยกันที” รู้สึกว่าเราเป็นเพื่อน Mang มาจะ 10 ปีแล้ว ร้องเพลงด้วยกันมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ในมหาวิทยาลัย รู้ว่าต้องทำเพลงด้วยก็โอเค “ได้ งั้นเดี๋ยวเราทำเพลงไปกัน” จนวันนั้นที่เจอพี่วู้ดดี้จนเป็นวันเปิดตัว เพราะว่าเราเองก็ไม่ได้ไปตามดูรายการ Eurovision ใหญ่ขนาดไหน รู้ว่าแข่งรายการประมาณนี้จนกระทั่งเราได้เห็นตัวอย่างรายการ เราก็เลยว้าว เป็นเวทีที่ใหญ่มาก เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ แล้วพอได้เห็นแชมป์ แต่ละครั้งก็คือหลาย ๆ เพลงที่เขาดังมาก็มาจากที่นี่เหมือนกัน
เขาดึงด้านไหนของต้าห์อู๋ออกมา
ผมว่าจุดร่วมหนึ่งที่เราไม่เคยใช้ด้วยกัน คืออารมณ์ด้านที่เป็นการสื่อสาร เราร้องเพลงเล่นกันมาตลอดในมหาวิทยาลัย เราร้องเพลงฟาดฟันสนุกสนานกันมาตลอด ยิ่งบนเวทีอะไรอย่างนี้ แต่ว่าเราไม่เคยไปแตะกับเขา ซึ่งเราเคยเห็นเขาร้องของเขา เราร้องของเรา นั่นก็คือเรื่องของการเล่าเรื่องที่เป็นด้านอารมณ์ ผมรู้สึกว่า Mang ตอนนั้นกับตอนนี้เติบโตขึ้นในประสบการณ์ชีวิต ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ชีวิตผมเองก็เหมือนกัน วิธีการเล่าเรารู้สึกว่ามุมนี้ที่เรากำลังจะเล่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่คือคน 2 คนที่อยากจะเล่าเรื่องนี้เหมือนกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าถึง ณ วันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความรู้สึกจะเป็นยังไงกลายเป็นว่าตื่นเต้นมากกว่าที่เราจะร้องเพลงกัน ความรู้สึกที่กลายเป็นว่าผมมาตั้งตารอวันนั้น ไม่ใช่เพราะว่าเราจะทำออกมาแล้วคนจะชอบมากแค่ไหน แต่ตื่นเต้นที่ว่าเราจะได้ร่วมเวทีกับเขา แล้ววันนั้นเราจะไปเข้าถึงอารมณ์บนเวทีจริง ๆ ปกติเราจะนั่งดูเขาจากข้างล่างแล้วเข้าถึงอารมณ์ เช่นเดียวกันเราร้องเพลงของเราก็จะปล่อยไปไม่รู้ว่าวันนั้นจะเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นมาบ้างเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นมากสำหรับคนที่รักเวทีแบบผมครับ

เส้นทางการพัฒนาตนเองและเป้าหมายในอนาคต
ได้ตกตะกอนตัวเองมาสักพักหนึ่ง เหมือนเราทะลุช่วงสูงสุดมาแล้ว เราเป็นเด็กที่ไม่มีเงิน จน แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้รวยมหาศาล เรามีมากพอที่จะดูคุณแม่ หลาน อาม่า ครอบครัวได้ แล้วก็มีธุรกิจเล็ก ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำต่อจากนี้ผ่อนลงเยอะ แต่ก่อนเหมือนเราเหยียบคันเร่งอย่างเดียว อยากจะมีเพลงดัง อยากจะมีงาน อยากจะทำทุกอย่างให้ดี อยากจะสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ทุกวันนี้กลายเป็นแค่อยากสนุกกับชีวิต Project ใหม่เข้ามาเราไม่ได้ขวายหา แต่เราพร้อมจะทำขั้นต่อไป ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่ว่าจะเต็มไปด้วยความพร้อม ผมรู้สึกว่าสิ่งที่จะเข้ามาในอนาคตจะสำเร็จไม่สำเร็จ ผม Expect เดียวคือมีความสุขที่ได้ทำไหม ในฐานะศิลปินคนหนึ่งถ้าแค่ยังได้ร้องเพลงอยู่บนเวทีก็เป็นความสุชชองเราแล้ว
เท่ากับว่าทุกวันนี้เราอยู่ต่อไปทุกอย่างที่เข้ามาก็ถือว่าเป็นโบนัสของชีวิต
ใช่ครับ ผมอยู่มาแค่ 5-6 ปีเอง แต่ผมก็เห็นเส้นโค้งบางอย่างของงานอะไรแบบนี้ เรากำลังดูว่าแล้วคนที่เขายังอยู่ได้เพราะอะไร เพราะเขารักในสิ่งที่เขาทำ แล้วทำไมถึงรักไม่ได้เขาอาจไม่ได้มองว่าเป็นงานอย่างเดียวแต่คือชีวิตต้องมีความสุขกับมัน ถ้าเราไป Expect มาก ความที่ผมโตมากับ พี่บอย ถกลเกียรติ ด้วยก็เลยถูกสอนว่า อย่าคาดหวังผลลัพธ์มาก เพราะว่าเวลาเราคาดหวังผลลัพธ์ เราจะไปเจออยู่ที่เดียว ไม่มีวันรู้ว่าจริง ๆ แล้ว เราอาจจะไปเจออะไรที่ดีกว่านั้นครับ
เรื่องราวความยากทางการเงินและการสู้ชีวิตของครอบครัว
เป็นเจ้าของโรงงิ้วไม่ได้รวยนะครับ คือป๊ากับม้าถ้าเป็นยุคก่อนเป็นเจ้าของโรงงิ้ว ชีวิต Beautiful Romantic มาก ๆ เพราะว่าหม่าม๊าเป็นนางเอกงิ้วมาตั้งแต่เด็ก ส่วนคุณพ่อเป็นจับกัง แล้วเป็นคนจนมาก พ่อขายไอศกรีมหนีมากับโรงงิ้วมาตั้งแต่อายุ 12 จน 14 ปีทำเป็นทุกอย่างในโรงงิ้วก็เป็นคนเก่ง ดีด สี ตี เป่า เรียนภาษาจีนได้หมดมีพรสวรรค์ จนเขาได้แต่งงานกัน กลายเป็นว่ามีเงิน มีบ้าน มีรถ แต่พอมามีเจ้าของโรงงิ้วกลายเป็นว่าคนที่ไม่เคยเป็นเจ้าของ พอได้บริหารยากถึงรู้ว่าจริง ๆ ไม่ได้ง่าย บางทีคนมีเงินอยู่แล้วยังค่อย ๆ ติดลบลงไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเราดูแลชีวิตคน บางครั้งอยู่กันแบบครอบครัว สมมุติงานจ้าง 100,000 บาท 10 วัน เงินเดือนลูกน้อง 30-40 คน ไหนจะค่าต่าง ๆ ต้นทุนเพิ่มไปเรื่อย ๆ แล้วงานน้อยลงเรื่อย ๆ จากปกติที่ไม่ต้องบริหารเงิน ได้เงินอย่างเดียวกลายเป็นว่าต้องบริหาร
วิกฤตการณ์หนักสุดในชีวิตช่วงเด็ก
ผมว่ามีวิกฤตมาตลอด แต่ป๊าไม่เคยปล่อยให้เราไม่มี อย่างค่าเทอมเราก็จะด่วนที่สุดตลอด ในใบที่เขาให้มา เช่น จ่ายรอบนี้ 3,400 บาท แล้วเขาสแตมป์มา ไม่งั้นไม่ได้สอบแล้วนะป๊า อะไรแบบนี้ก็จะเป็นอย่างงั้นมาตลอด แล้วผมว่าวิกฤตรู้สึกมาตลอดว่าบ้านไม่ได้มีเงิน เพราะว่าเราจะคุยกันตลอดเลยนะว่าลำบากครับ
ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวและคนใกล้ชิด
หลังจากคุณพ่อเสียไปก็เหลือแม่คนเดียวให้เวลาหม่าม๊าเต็มที่ เพราะรู้สึกว่าหม่าม๊าเขาอยู่กับปะป๊ามาทั้งหมด 50 ปี เขาเจอกันตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วแต่งงานกันตอนอายุ 25 ปีตอนนี้อายุ 66 ปีก็เรียกได้ว่าชั่วชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา รู้สึกว่าเราอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาดีขึ้นได้ในหลาย ๆ อย่าง มีช่วงที่ให้เขามาเจอเราบ่อย ๆ แต่ว่าช่วงนี้ให้เขาไปทำในสิ่งที่เขาชอบทำ เราก็ได้ตระหนักว่า ผู้สูงอายุถ้ามีอะไรให้เขารู้สึกว่ามีคุณค่าเขาจะแฮปปี้มาก ตอนแรกไม่อยากให้เขาไปเล่นงิ้ว เพราะเรารู้สึกเหนื่อยต้องเดินร้อง แต่ว่าตรงนั้นเขามีคุณค่ามาก เขามีแฟนคลับ เขายังหาเงินได้ ถึงแม้ว่าเราจะขู่เขาว่าถ้าหม่าม๊าไปจะไม่ให้เงินเดือน เขาก็บอกเอาสิ เราก็รู้สึกว่าโอเคเข้าใจแล้วนี่คือความสุขของเขา ซึ่งท่านยังแสดงอยู่ในวัย 65 ปี แต่ลึก ๆ แล้วนี่คือสิ่งที่เขารักอยู่ตรงนั้นเขามีเพื่อน มีคนรอบ ๆ ที่พูดภาษาเดียวกันที่ยังชอบแบบนี้ เราก็สนับสนุนเขาแล้วกัน ก็มานั่งคิดตัวเองตอนแก่ว่าอย่าไปร้องเพลงเราก็คงหงุดหงิด ร้องได้ก็ยังเดินได้อยู่ก็อยากทำ แต่ก็เน้นเรื่องสุขภาพเป็นห่วงเขา คอยบอกเขาตลอดว่าแก้วตาดวงใจของลูกนะ รักษาตัวเองด้วยครับ

ความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกับออฟโรด
ปีนี้เข้าปีที่ 6 แล้ว ใช้คำว่าร่วมชีวิตกันตอนนี้ตั้งแต่แรกคือเราคุยกันเยอะมาก กระทั่งเราเจอกันครั้งแรกตั้งแต่ปรับความเข้าใจจนถึงตอนนี้ เราก็ยังคุยกันอยู่ตลอด ๆ ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน ในทุก ๆ ปีมีความโตขึ้น มีมุมมองที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งตัวน้องวันนั้น ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 เราอาจจะยังไม่เข้าใจกัน จนวันหนึ่งเราอาจจะมีความเข้าใจกันแล้ว วันนี้เราอาจจะยังต้องทำความเข้าใจกันไปเรื่อย ๆ อีกอย่างหนึ่งคือคนที่ใกล้ที่สุดด้วย แรก ๆ เราจะพยายามเรียนรู้เขา คุยกันบ้าง แต่เราจะเรียนรู้เขาว่ายังไงกันแน่ ชอบแบบไหน ทำแบบไหน เราจะช่วยเขาได้ยังไงหรือวิธีไหนดี จนกระทั่งสุดท้ายแล้วกว่าเราจะเข้าใจกัน ผมเป็นแบบนี้ เธอมีวิธีคิดแบบนี้ เรามีวิธีคิดแบบนี้ ใช้เวลาเหมือนกันในมุมการทำงาน ในมุมวิธีการคิดครับ
ความรู้สึกและการรับฟังกันในความสัมพันธ์
คุยกันเรื่องนี้ไม่มีวันจบต้องคอย Update กันเรื่อย ๆสอบถามกันอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้รู้สึกยังไงเป็นไงบ้าง อันนี้จะเป็นคำถามหลัง ๆ แรก ๆ จะคิดอะไรอยู่ เป็นยังไงบ้าง คิดว่ายังไง ตอนนี้ผมรู้วิธีคิดของเขาแล้วก็เรารู้ภูมิหลังของกันและกันมา เขารู้วิธีคิดของเราเข้าใจเหตุผลเขา แต่ที่ถามว่า ตอนนี้รู้สึกยังไง เพราะบางทีเราอยู่ในโลกที่เจออะไรมาก็ค่อนข้างเยอะ ไม่รู้ว่าตอนนี้ความรู้สึกเป็นยังไง บางทีเราแค่อยากให้พูดออกมาเพื่อให้เกิดความสบายใจ เช่น บางอย่างผมกับเขาจะมีบางอย่างที่เหมือนกัน ผมเองก็เป็นคนไม่พูด หมายถึงว่าเก็บ ต่อให้เจอเรื่องอะไรก็ตามแค่รู้สึกว่าจัดการได้หรือบางทีเราหยุดตัวเองออกมา ถ้าปัญหาแก้ไม่ได้เราแค่ออกมา แต่เรารู้ว่าวิธีการแก้ปัญหาคืออะไร แต่สุดท้ายทุกข์ยังตะขิดตะขวงใจอยู่จนกว่าเวลาจะผ่านไป บางอย่างที่แก้ไขไม่ได้ เรื่องบางเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ยังเสียใจ เราก็พยายามมองในหลาย ๆ มุม แต่ก็ยังมีความรู้สึกก้อนนั้นอยู่ แต่การที่เราคุยกันถามความรู้สึกกันจะทำให้แบ่งเบาเรื่องพวกนี้ออกมาได้บ้าง
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากออฟโรด
ค่อนข้างเยอะมากๆ ผมเป็นคนที่ยืดหยุ่นจนเรารู้สึกว่าบางทีเราควรจะต้องมีตบขอบเข้ามาบ้างหรือแม้แต่กระทั่งเขาทำให้เราเป็นคนมี Empathy มากขึ้น เราไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของมนุษย์เจออะไรมาบ้าง พอเราได้ใช้ชีวิตกับออฟโรด เราใจกว้างในเรื่องที่ใจกว้างก็กว้างมากขึ้นอีก ในเรื่องที่ต้องเข้มงวดก็เข้มงวดมากขึ้นมีหลายเรื่องที่ผมเรียนรู้จากออฟโรดค่อนข้างเยอะแล้วเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

