บทบรรณาธิการ : 3 ตุลาคม 2569

น้ำท่วมกับบทเรียนของประชาชน เมื่อวาทกรรมและการโฆษณา แก้ปัญหาไม่ได้
ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งแรก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สื่อสารกับคนกรุงเทพฯ อย่างมีพลัง โดยระบุว่าตนเองศึกษาปัญหาของกรุงเทพฯ มาอย่างละเอียดถึง 2 ปี พร้อมนำเสนอแนวคิดและวาทกรรมที่สร้างความหวังให้ประชาชนจำนวนมาก เช่น “ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าอาสามาเป็นผู้ว่าฯ” หรือ “น้ำท่วมไม่ใช่ไสยศาสตร์”สะท้อนความเชื่อมั่นว่าปัญหาของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วม สามารถแก้ไขได้ด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ทีมงานที่เข้ามาร่วมบริหารกรุงเทพมหานคร ก็ถูกนำเสนอถึงความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประวัติด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติและได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ
ภาพดังกล่าวทำให้คนกรุงเทพฯ มีความหวังและเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ สมัยที่ 2 นายชัชชาติยังได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นจากครั้งแรก ขณะที่ รศ.ดร.ทวิดา ยังคงร่วมงานในทีมบริหารกรุงเทพมหานคร เช่นเดิม
แต่เมื่อกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุด ซึ่งมีความรุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างมาก จนถูกนำไปเปรียบเทียบกับสถานการณ์หลังมหาอุทกภัยปี 2554 ภาพที่ประชาชนเห็นตรงหน้ากลับเป็นอีกด้านหนึ่งของความจริง
โดยเฉพาะกรณีการแจ้งเตือนภัย ซึ่ง รศ.ดร.ทวิดา ออกมายอมรับว่าเกิดความสับสนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างกรุงเทพมหานครกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. จนทำให้การแจ้งเตือนประชาชนล่าช้า
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะการบริหารจัดการภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ “เวลา” หากหน่วยงานยังไม่แน่ใจว่าใครมีอำนาจหน้าที่ในการแจ้งเตือน ก็ยิ่งควรเร่งประสานงาน สอบถาม และทำความเข้าใจให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาผ่านไปจนสถานการณ์มาถึงประชาชนแล้วจึงค่อยดำเนินการ เพราะความล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจหมายถึงความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และการดำรงชีวิตของประชาชนจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่ที่ควรทำหน้าที่เป็นกลไกรองรับน้ำ แต่กลับมีการพัฒนาเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและย้อนดูนโยบายการใช้ประโยชน์ที่ดินและการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร อย่างจริงจัง
ทั้งหมดนี้ไม่ว่าผู้บริหารกรุงเทพมหานคร จะลาออกหรือไม่ จะมีการแสดงความรับผิดชอบในรูปแบบใด สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “บทเรียนของประชาชน”
การเลือกตั้งไม่ควรเป็นเพียงการตัดสินใจจากคำโฆษณา วาทกรรม หรือภาพลักษณ์ที่ถูกนำเสนอในช่วงหาเสียง เพราะคำพูดสามารถสร้างความหวังได้ แต่เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นจริง ผลงานและความสามารถในการตัดสินใจจะเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
น้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำ หรือการเตือนภัยของกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบของการบริหารจัดการทั้งระบบ และเป็นบทเรียนสำคัญว่า“ภาพฝัน” ที่เกิดขึ้นในช่วงหาเสียง กับ “ความจริง”เมื่อเกิดวิกฤต อาจเป็นคนละเรื่องกัน
ในท้ายที่สุด ทุกวิกฤตย่อมเป็นบทพิสูจน์และทุกการเลือกตั้งก็เช่นกัน ประชาชนมีสิทธิ์ตัดสินใจจากข้อมูลที่เห็นตรงหน้า ทั้งผลงาน ความสามารถในการรับมือกับปัญหา และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตลอดช่วงเวลาที่ผู้บริหารได้รับความไว้วางใจ
เพราะเมื่อถึงวันที่น้ำท่วมถึงหน้าบ้าน วาทกรรมหาเสียงย่อมไม่สามารถหยุดน้ำได้ สิ่งที่ตอบประชาชนได้มีเพียงผลงานและความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นจริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

