สทนช. เฝ้าระวังลุ่มน้ำเพชรบุรี หลังน้ำล้นเขื่อน-เสี่ยงฝนตกหนัก เตรียมระบายน้ำอัตราสูงสุด 500 ลบ.ม./วินาที

“สทนช.” เฝ้าระวังลุ่มน้ำเพชรบุรี หลังน้ำล้นเขื่อน-เสี่ยงฝนตกหนัก เตรียมระบายน้ำอัตราสูงสุด ผู้ว่าฯ ประสานเตรียมแผนเผชิญเหตุแล้ว ขณะลุ่มน้ำเจ้าพระยาระดับน้ำลด คงระบาย 2,500 ลบ.ม./วิ ชี้ กทม. -ปริมณฑล มีขีดรองรับน้ำได้อีกมาก ด้าน “ปภ.” แจ้งสิทธิเยียวยา ขณะระบบประกันภัยพิบัติ ขอปชช.ผูกพร้อมเพย์ หลักฐานครบโอนตรงไม่เกิน 15 วัน พร้อมเปิด 4 ช่องแจ้งเคลม
เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 3 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์แถลงข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย แถลงข่าวประจำวัน นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน มีความจุอยู่ที่ 102% น้ำผ่านทางระบายน้ำล้นหรือสปริลเวย์แล้ว อัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา อาจจะมีฝนตกหนักเกินกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวินาที ที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งรัฐบาลได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีจัดเตรียมฉากทัศน์ในกรณีที่ฝนตกหนักเหนือเขื่อนแก่งกระจาน และจำเป็นต้องระบายน้ำในอัตราที่สูงสุด วันละ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้มีการประสานดำเนินการทำแผนเผชิญเหตุ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์อาจมีความเสี่ยง เนื่องจากน้ำล้นเขื่อน
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง ลดลงอย่างต่อเนื่องวันละ 200-300 ลูกบาศก์เมตร รวมไปถึงแม่น้ำน่านและแม่น้ำสะแกกรัง ก็ลดลง แต่ยืนยันว่ายังคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อที่จะให้น้ำเหนือเขื่อนมีระดับต่ำลง ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีขีดความสามารถในการรองรับน้ำอยู่ได้มาก และในช่วงที่ฝนตกหนักไม่ว่าจะเป็น 4-7 ตุลาคม หรือ 11-14 ตุลาคมนี้ หลังจากได้ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาชัดแล้วมีช่องว่างเหลืออยู่ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนฤดู ในช่วงตอนบนของประเทศจะเป็นฤดูหนาวแล้ว ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 6,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นกรณีที่จะต้องระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ไม่มีความต้องการระบายน้ำจำนวนมากขนาดนั้นแล้ว รวมไปถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็ยังสามารถเก็บน้ำในความจุ 111 % ได้ แต่เป็นเพียงความจุชั่วคราว ซึ่งเคยทำเช่นนี้ในปี 2565 หรือที่เรียกว่า flood detention หรือ การหน่วงน้ำ ส่วนพื้นที่เหลือ เขื่อนอาจกังวลว่ามีการจัดเก็บน้ำอยู่ที่ 111% นั้น จะส่งผลอะไรหรือไม่จากการตรวจสอบ ล่าสุดน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กับน้ำที่ระบายออกอย่างสมดุลกัน
นายไพฑูรย์ กล่าวอีกว่า ขณะที่สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก มีแนวโน้มลดลงแต่จะไป เพิ่มที่ตอนล่าง เช่นอำเภอองครักษ์จังหวัดนครนายก อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี และอำเภอบางน้ำเปรี้ยว รวมไปถึงอีก 3-4 อำเภอในจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากคลองสียัด ซึ่งรับน้ำฝั่งตะวันออกของจังหวัดฉะเชิงเทรามีน้ำล้นมาด้วย ซึ่งในภาพรวมหากฝนตกไม่มาก ตกตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูลมาก็อาจจะต้องระวังเพิ่มขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี เขตรอยต่อสระแก้วเล็กน้อย แต่มีการบริหารจัดการและเตรียมรับมือของผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดอยู่แล้ว
นางสาวศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรม ปภ. กล่าวถึงเรื่องการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยว่า สิทธิที่ผู้ประสบภัยจะได้ในส่วนของก้อนแรก คือเงินทดลองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด และกรุงเทพฯ ผู้ประสบภัยที่เข้าเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือจะได้รับการดูแลของเงินทดลองราชการในกรณีบ้านพัง เครื่องมือประกอบอาชีพเสียหาย และเสียชีวิตในอัตราตามระเบียบเงินทดลองราชการ ว่าด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน โดยหากบ้านพังจะได้รับค่าช่วยเหลือเป็นเงิน 88,600 บาท เสียชีวิตราย 35,700 บาท ในกรณีแรก
นางสาวศิริธร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ 2 ด้วยสถานการณ์ที่มีความเสียหายเป็นวงกว้างรัฐบาลได้คำนึงถึงความเหมาะสม ในการเยียวยาผู้ประสบภัยจึงมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 29 กันยายน 2569 ต่อเนื่องเพื่อขยายพื้นที่ที่จะทำการจ่ายเงินช่วยเหลือเงินทดลองราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 24 จังหวัด มอบเป็นค่าใช้จ่าย ค่าช่วยเหลือเยียวยา แบ่งออกเป็นกรณีบ้านพักอาศัยเสียหาย บ้านพักอาศัยถูกน้ำล้อม และกรณีการเสียชีวิต โดยเงินก้อนที่ 2 นี้ สำหรับในกรณีที่บ้านพักอาศัยเสียหาย จะได้รับการเยียวยา จำนวน 9,000 บาท ในการส่วนของน้ำล้อมบ้าน จำนวน 5,000 บาท ส่วนกรณีเสียชีวิต คณะรัฐมนตรีจะดูแลเยียวยาญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตศพละ 2 ล้านบาทตามมติของคณะรัฐมนตรี
นางสาวศิริธร กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีในส่วนที่ 3 คือเรื่องระบบประกันภัยพิบัติและค่าสินไหมทดแทนของผู้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งรัฐบาลได้ชี้แจงให้ประชาชนทราบในเบื้องต้นแล้ว จะมีผลระยะเวลาการคุ้มครองเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยดำเนินการคุ้มครองใน 2 ประเภท คือประเภทที่อยู่อาศัยจะคุ้มครองกรรมสิทธิ์ให้กับผู้อยู่อาศัย ในกรณีวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท/หลัง/ภัย ซึ่งในช่วงของอุทกภัยนี้จะแบ่งทั้งเป็นอุทกภัยบ้านน้ำท่วมและบ้านน้ำล้อม และหลังจากนั้น ที่ได้รับค่าชดเชยเสียหายจำนวน 100,000 บาทแล้ว จะสามารถขอความเสียหายเพิ่มเติมได้ไม่เกิน 90,000 บาท ในกรณีที่ผู้ประสบภัยมีความพร้อมในการรวบรวม หลักฐานเอกสารเพิ่มเติม ก็สามารถส่งข้อมูลให้กับทางบริษัทประกัน ดำเนินการให้ความช่วยเหลือได้ทันที
นางสาวศิริธร กล่าวว่า ส่วนกรณีน้ำล้อมความเสียหายเบื้องต้นจะได้รับการช่วยเหลือ 5,000 บาท และได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมไม่เกิน 95,000 บาท ส่วนด้านร่างกายและชีวิต จะคุ้มครอง ประชาชนชาวไทยที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนในกรณีเสียชีวิตจะจ่ายค่าชดเชยรายละ 2 ล้านบาท ส่วนกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร จ่ายค่าชดเชย 200,000 บาทต่อคน
นางสาวศิริธร กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนการแจ้งเคลมและจ่ายเงินสามารถแจ้งผ่านได้ 4 ช่องทาง ที่ประชาชนสามารถแจ้งได้ ในกรณีประกันภัยพิบัติ คือ 1 แจ้งผ่านเว็บไซต์ www.thainatcat.org 2. Line OA "@ThaiNATCAT". 3. ThaiNATCAT Call Center โทร 02-012-5555 และ4. จุดแจ้งเคลมในพื้นที่ ทางบริษัทและทางคปภ. แจ้งให้กับจังหวัดที่ผู้ประสบภัยทราบ โดยในเบื้องต้นจากครอบคลุมพื้นที่ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินและการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินที่จะต้องมีการประกาศของทางราชการ นอกจากนี้ยังสามารถเข้ายืนยันตัวตนและความชัดเจนถูกต้องที่แอปพลิเคชัน ThaID และเมื่อเอกสารครบถ้วนตามกระบวนการแล้วการพิจารณาค่าสินไหมชดเชยเยียวยาจะเป็นการโอนเงินผ่านเข้าระบบพร้อมเพย์จึงขอให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัยเข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขทำการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก คาดว่าหลังจากที่บริษัทประกันได้รับเรื่องแล้ว จะทำการโอนเงินภายใน 15 วัน หลังจากได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน
โดยยังย้ำถึงข้อควรระวังของประชาชน ที่ขณะนี้มีหลายความช่วยเหลือจากภาครัฐลงไปจึงขอให้เพิ่มความระมัดระวังเรื่องข้อความ SMS ที่จะแอบอ้างการขอข้อมูลลงทะเบียน เพราะ SMS ของระบบ ประกันและปภ. ไม่มีการแนบลิงก์ หมายเลขทะเบียนหรือเลขบัญชีธนาคาร และไม่ให้มีการส่งสลิปโอนเงินเพื่อเป็นการต่อรองให้มีการช่วยเหลือทำการที่เร็วขึ้น หากมีข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ผ่านสายด่วนนิรภัย 1784
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

