เหยียบย่ำสิทธิมนุษยชน องค์กรสิทธิฯ ประณาม แบรนด์ยักษ์ใหญ่ 'สตาร์บัคส์' หลังปักหมุดสาขาแรกในซินเจียง

3 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า 'สตาร์บัคส์' (Starbucks) ขยายธุรกิจครั้งใหม่ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับสองรองจากสหรัฐฯ ด้วยการเปิดร้านสาขาแรก 2 แห่งในเมืองอูรูมูชี เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์
โดยสาขาแรกตั้งอยู่บริเวณแลนด์มาร์กสำคัญอย่างแกรนด์ บาซาร์ ซึ่งมีการตกแต่งภายในด้วยผ้าไหมแอทลาสและเครื่องดนตรีพื้นเมือง พร้อมเปิดตัวเมนูพิเศษเฉพาะท้องถิ่นอย่าง "ชานมเค็มรสเยื่อนม"
มอลลี่ หลิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสตาร์บัคส์ ประเทศจีน แถลงการณ์ว่า การเข้าสู่ซินเจียงไม่เพียงแต่เป็นการขยายเครือข่ายร้านค้า แต่ยังช่วยให้แบรนด์ได้เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับตลาดที่มีชีวิตชีวาและสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าในพื้นที่
ด้านเจ้าหน้าที่สำนักงานกำกับดูแลตลาดภูมิภาคซินเจียง เปิดเผยว่า ทางการกำลังผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสาขาแรกเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ พร้อมอำนวยความสะดวกและปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น
การเปิดสาขาดังกล่าวกลับเผชิญกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และ กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชน โดยนายจอห์น มุลลินาร์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยจีนของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ประณามว่า การกระทำนี้ "ล้มละลายทางศีลธรรม" และเป็นการผูกแบรนด์สัญชาติอเมริกันผู้โด่งดังเข้ากับแคมเปญกวาดล้างชาวอุยกูร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับท่าทีของ 'สภาอุยกูร์โลก' ที่ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า 'สตาร์บัคส์' กำลังเลือกที่จะเพิกเฉยต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนอันเลวร้าย และบริษัทไม่ควรมีส่วนสนับสนุนระบบเศรษฐกิจที่ยังคงมีปัญหาเรื่องการใช้แรงงานบังคับภายใต้การควบคุมของรัฐ
องค์การสหประชาชาติ เคยออกคำเตือนเมื่อปี 2022 ว่าอาจมีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเกิดขึ้นในซินเจียง จากกรณีการคุมขังชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมมากกว่าหนึ่งล้านคนไว้ในค่ายกักกัน ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง รวมถึงการใช้แรงงานบังคับยังคงดำเนินต่อไป แม้รัฐบาลจีนจะปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดโดยอ้างว่านโยบายดังกล่าวช่วยขจัดลัทธิสุดโต่งและนำมาซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจ
โดยที่ผ่านมามีแบรนด์สินค้าตะวันตกหลายรายที่เคยตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์กรณีมีความเชื่อมโยงกับซินเจียง เช่น ดีแคทลอน ร้านค้าปลีกสินค้ากีฬาจากฝรั่งเศส ที่เคยถูกกล่าวหาว่าจัดซื้อสิ่งทอจากซัพพลายเออร์ที่ใช้แรงงานบังคับชาวอุยกูร์ ซึ่งทางบริษัทได้ออกมาปฏิเสธและประกาศจะตรวจสอบข้อเท็จจริง
สำหรับการเคลื่อนไหวของสตาร์บัคส์ในจีนเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา สตาร์บัคส์ได้บรรลุข้อตกลงร่วมทุนกับ โป๋หยู แคปิทัล บริษัทร่วมลงทุนของจีน โดยโป๋หยูจะเข้าถือหุ้นสูงถึง 60% ในกิจการค้าปลีกของสตาร์บัคส์ในจีน ขณะที่สตาร์บัคส์ยังคงถือหุ้น 40% และเป็นเจ้าของแบรนด์พร้อมลิขสิทธิ์เช่นเดิม
จากข้อมูลสิ้นเดือนกันยายน 2569 'สตาร์บัคส์' มีร้านค้าเปิดให้บริการบนแผ่นดินใหญ่ของจีนรวมทั้งสิ้น 8,342 สาขา สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเผชิญแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และสิทธิมนุษยชน แต่ตลาดผู้บริโภคในจีนยังคงเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของบริษัท ท่ามกลางยอดจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่างชาติในจีนที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

