คอลัมน์ : มองอย่างไท

น้ำ คุณและโทษ
ประวัติศาสตร์ของชาติไทยมีความผูกพันกับเรื่องของน้ำมาอย่างยาวนาน หากย้อนไปจนถึงสมัยของพระเจ้าเม็งรายกษัตริย์ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ ก็จะมีการกล่าวไว้ว่า ก่อนที่พระองค์จะทรงร่วมกับพ่อขุนรามคำแหงและพ่อขุนงำเมือง ในการหาทำเลที่ตั้งและในที่สุดก็มีการก่อสร้างเมืองสำคัญที่สุดเมืองหนึ่งในภาคเหนือขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๓๙ ที่มีชื่อว่านพบุรีศรีนครพิงค์นั้น พระองค์ได้ทรงสร้างเมืองอีกแห่งหนึ่งมาก่อนที่มีชื่อว่าเวียงกุมกาม
หลังจากที่พระเจ้าเม็งรายได้ยกทัพจากเมืองเชียงราย แล้วเข้าตีอาณาจักรหริภุญชัยจนได้รับชัยชนะในปี พ.ศ.๑๘๒๔ แล้ว พระองค์ได้ครองเมืองหริภุญชัยอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง แล้วจึงโปรดให้สร้างเมืองใหม่เพื่อจะให้เป็นศูนย์กลางการปกครองและการค้าแห่งใหม่ริมแม่น้ำปิงตอนเหนือ ซึ่งก็คือ เวียงกุมกาม ราวปี พ.ศ.๑๘๒๙
เนื่องจากเวียงกุมกามตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มต่ำ ประกอบกับแม่น้ำปิงเปลี่ยนทางเดิน น้ำท่วมใหญ่บ่อยครั้ง พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่ไม่ปลอดภัย จึงย้ายมาสร้างเมืองใหม่อีกแห่งหนึ่งอยู่คนละฟากฝั่งของแม่น้ำปิงเดิมคือเชียงใหม่ และสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ.๑๘๓๙ ซึ่งนับจนถึงปัจจุบันนพบุรีศรีนครพิงค์ก็มีอายุมากกว่า ๗๓๐ ปีแล้ว
การสร้างเมืองในอดีตนั้นจะสร้างอยู่ติดกับแม่น้ำเสมอ นอกจากเพื่อการใช้น้ำในการดำรงชีวิตและการเกษตร แม่น้ำซึ่งมีสาขาย่อยคือลำคลอง ยังเป็นช่องทางสำคัญในการเดินทางรวมทั้งการค้าขายอีกด้วย
หลังจากที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง ได้ทรงประสบกับเหตุการณ์โรคระบาดใหญ่ในเมืองอโยธยาซึ่งเป็นจุดกำเนิดของอาณาจักรอยุธยา พระองค์จึงทรงนำผู้คนทั้งหมดอพยพโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อหาชัยภูมิที่เหมาะสมกว่าโดยทรงเลือกชัยภูมิที่อยู่คนละฝั่งกับแม่น้ำเจ้าพระยาเดิม ตรงตำแหน่งที่เรียกว่าหนองโสนหรือบึงพระราม ซึ่งมีแม่น้ำสายสำคัญล้อมรอบถึง ๓ ด้าน ได้แก่ แม่น้ำป่าสักทางทิศตะวันออก แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกและใต้และแม่น้ำลพบุรีทางทิศเหนือ ทำให้เมืองใหม่แห่งนี้มีลักษณะเหมือนเกาะขนาดใหญ่ มีพื้นที่ที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรมและเป็นป้อมปราการธรรมชาติในการป้องกันข้าศึก จึงได้สร้างเมืองใหม่ขึ้น ณ ที่แห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.๑๘๙๓
น้ำที่ล้อมรอบอยุธยานั้น นอกจากจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในการดำรงชีวิตของชาวอยุธยา ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเป็นเกราะปราการสำคัญที่ป้องกันกรุงศรีอยุธยาให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าศึกที่ยกทัพมารุกรานได้หลายครั้งด้วยกัน
หลังจากศึกครั้งแรกระหว่างอาณาจักรอยุธยาและหงสาวดีที่เรียกว่าศึกเชียงกรานแล้ว ก็เริ่มมีศึกใหญ่ติดตามมาโดยตลอด และศึกที่สำคัญครั้งหนึ่งก็คือเมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ได้ยกทัพใหญ่มาเพื่อหมายจะพิชิตกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.๒๐๙๑ ซึ่งศึกครั้งนั้นทำให้อาณาจักรอยุธยาต้องสูญเสียสมเด็จพระสุริโยทัยที่ทรงออกไปช่วยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิในการรบโดยได้ไสช้างเข้ากั้นเอาพระมหาจักรพรรดิออกจากช้างของพระเจ้าแปรซึ่งกำลังรุกไล่มา จึงถูกพระเจ้าแปรฟันด้วยของ้าวจนขาดสะพายแล่ง สิ้นพระชนม์ในที่รบ โดยศึกครั้งนั้นกองทัพหงสาวดีได้ล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นานพอสมควร จนถึงฤดูน้ำหลากท่วมรอบเกาะอยุธยา ก็ไม่สามารถตั้งทัพประชิดพระนครได้อีกต่อไป ประกอบกับเสบียงอาหารเริ่มหมด จึงต้องถอยทัพกลับไป
ต่อมาอีกไม่นานนัก ในปี พ.ศ.๒๑๐๖ พระเจ้าบุเรงนองได้อ้างเอาเหตุที่ว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
ทรงมีช้างเผือกถึง ๗ เชือก ถือว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ พระเจ้าบุเรงนองจึงปรารถนาที่จะได้ช้างเผือกไปครอบครอง จึงส่งสาส์นมาเพื่อทูลขอช้างเผือก ๒ เชือก แต่เมื่อได้รับการปฏิเสธจึงยกทัพใหญ่มาล้อมกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา ๒-๓ เดือน จนเกือบถึงฤดูน้ำหลากก็ยังไม่สามารถจะเอาชนะกรุงศรีอยุธยาได้ แต่เนื่องจากในกรุงเองก็เกิดภาวะขาดแคลนเสบียงและเกิดโรคระบาด พระมหาจักรพรรดิจึงยอมเจรจา และในที่สุดก็เสียช้างเผือกให้กับพระเจ้าบุเรงนอง ๔ เชือก และยังต้องยอมให้พระราชโอรสคือพระนเรศ ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไปอยู่ในการดูแลของพระเจ้าบุเรงนองที่กรุงหงสาวดีด้วย
ฤดูน้ำหลากรอบกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นเสมือนเกราะป้องกันกรุงศรีอยุธยาให้พ้นภัยจากข้าศึกได้ แต่ในที่สุดกษัตริย์หงสาวดีก็เริ่มเรียนรู้ ซึ่งเป็นเหตุให้การยกทัพ โดยคำสั่งของพระเจ้ามังระ เพื่อมาตีกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ.๒๓๐๙ โดยให้เนเมียวสีหบดีนำทัพมาจากทางทิศเหนือ และมังมหานรธานำทัพมาจากทางทิศตะวันตก ให้มาบรรจบกันที่รอบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทัพของพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่หลายเดือน จนใกล้ฤดูน้ำหลากเนเมียวสีหบดี แม่ทัพผู้ชาญฉลาดได้วางแผนการรบโดยตั้งค่ายยกสูงจากน้ำถึง ๒๗ ค่ายรอบเกาะอยุธยา โดยก่อนหน้าน้ำหลากนั้นได้ยึดพื้นที่โดยรอบ ทำนาปลูกข้าวเตรียมเสบียงไว้สำหรับการรบที่ยืดเยื้อ
เนเมียวสีหบดีได้กระจายกำลังรบออกยึดเมืองโดยรอบและเสบียงทั้งหมดไว้เลี้ยงดูทัพตัวเองและเป็นการตัดเสบียงที่จะถูกส่งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาด้วย จนในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็ขาดแคลน ขวัญของทหารและราษฎรตกต่ำ จนเป็นเหตุให้ในที่สุดหลังจากล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นานถึง ๑๔ เดือนและพ้นฤดูน้ำหลาก ทัพของหงสาวดีก็สามารถขุดทำลายฐานกำแพงเมือง ใช้ไฟเผาใต้ฐานจนสามารถพังกำแพงเมืองที่แข็งแรงที่สุดลงได้ และยกกำลังเข้าตีกรุงศรีอยุธยาจนพ่ายย่อยยับ เผาทำลายปราสาทพระราชวัง บ้านเมือง วัดวาอารามจนหมดสิ้น
ประวัติศาสตร์ส่วนนี้จึงเป็นตัวบอกว่าน้ำมีทั้งคุณและโทษ น้ำจำนวนมหาศาล ในฤดูน้ำหลากได้ช่วยป้องกันกรุงศรีอยุธยาให้พ้นจากน้ำมือข้าศึกได้ไม่มากก็น้อย ขณะเดียวกันน้ำจำนวนมหาศาลก็สามารถจะทำลายบ้านเมืองให้ล่มสลายไปได้
แต่หากรู้จักการจัดการเรื่องน้ำ ด้วยการวางแผนอย่างแยบยล ก็สามารถจะเอาชัยชนะปัญหาที่เกิดจากน้ำ และทำให้น้ำนั้นเป็นประโยชน์ได้
การที่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้นั้น นอกจากอาหารแล้วปฏิเสธไม่ได้เลยว่าน้ำเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ในเหตุการณ์ภัยพิบัติหลายครั้ง การขาดอาหารในช่วงระยะเวลาไม่นานนักมนุษย์อาจจะยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ แต่การขาดน้ำในช่วงระยะเวลาเพียง ๓ วัน ก็อาจจะเสียชีวิตแล้ว
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงสร้างไว้ในเรื่องของการจัดการน้ำให้กับชาติไทย อย่างที่ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกนี้จะมีพระปรีชาสามารถเทียบเท่า
ทรงให้ความสำคัญเรื่องของการจัดการน้ำมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ก็ได้ทรงริเริ่มและเสนอแนวคิดตลอดจนการสนับสนุนที่ทำให้เกิดเขื่อนขนาดใหญ่ในประเทศหลายแห่ง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อราษฎรสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก เขื่อนสิริกิติ์ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนอุบลรัตน์ที่จังหวัดขอนแก่น เขื่อนวชิราลงกรณ์ที่จังหวัดกาญจนบุรี เขื่อนสิรินธรที่จังหวัดอุบลราชธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ที่จังหวัดชัยภูมิ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่ลพบุรี ยังไม่นับเรื่องของการจัดการแหล่งน้ำอีกมากมายมหาศาลในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขในฐานะที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งต้องมีการจัดการน้ำให้เหมาะสมเพื่อผลผลิตทางเกษตรด้วย
โครงการฝนหลวง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดจากพระปรีชาสามารถของพระองค์ในการแก้ปัญหาเรื่องภัยแล้ง และเป็นโครงการ ที่ได้รับการเผยแพร่และยอมรับจากนานาประเทศในการนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง โครงการฝนหลวงได้รับรางวัลเหรียญทอง พร้อมประกาศเกียรติคุณ Brussels Eureka ด้านนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก และได้รับสิทธิบัตรนานาชาติด้วย รวมทั้งได้ยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์และนักนวัตกรรม ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างยั่งยืน
โครงการแก้มลิง ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่เกิดจากพระปรีชาสามารถในเรื่องแนวคิดของการกักเก็บน้ำในแอ่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อการเกษตร รวมทั้งป้องกันปัญหาน้ำท่วมที่เห็นผลเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว
เหตุการณ์น้ำท่วมจนกลายเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ของกรุงเทพมหานคร ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๕ กันยายน ได้ทำให้เกิดความเสียหายรวมทั้งความยากลำบากอย่างยิ่งในการดำรงชึวิตของชาวกรุง ถึงแม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายแต่ก็ยังสร้างความเดือดร้อนในหลายพื้นที่ เป็นตัวอย่างของการจัดการน้ำที่ไม่ดี
น่าเสียดายที่โครงการแก้มลิงรอบกรุงเทพฯ ที่พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริไว้ไม่ได้ถูกดำเนินการให้ครบถ้วน เมื่อมีฝนห่าใหญ่ต่อเนื่องมากกว่า ๓๐๐ มิลลิเมตร เกิดขึ้น จึงไม่มีพื้นที่กักน้ำก่อนที่จะระบายลงสู่แม่น้ำและทะเลอ่าวไทยได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง ที่บางคนใช้คำว่ามหาอุทกภัยในกรุงเทพฯ จึงควรเป็นอุทาหรณ์ให้รัฐบาลหันกลับไปพิจารณาโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริของพระองค์อีกครั้งหนึ่งและดำเนินการให้เกิดขึ้นโดยรวดเร็ว เพื่อให้การจัดการน้ำทั้งในแง่ของการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำจำนวนมหาศาลที่อาจจะเกิดในกรุงเทพฯอีกในอนาคตเป็นไปได้อย่างดีที่สุด
ปิยะ เนตรวิเชียร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

