คอลัมน์ : อ่านระหว่างบรรทัด

‘บอร์ดบางจาก’ อย่าเกียร์ว่าง เมื่อดีลคลังน้ำมัน 9,000 ล้าน เป็น ‘คดีพิเศษ’ แล้ว
กรณีบอร์ดการบินไทย “ปลด DD มีผลทันที” หลังเกิดปัญหากระเป่าสัมภาระตกค้าง และเตรียมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เป็นการตอบสนองต่อปัญหาความเชื่อมั่น และแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นเอาจริงเด็ดขาดต่อการแก้ปัญหาอื้อฉาว (ดีดีของการบินไทย กำลังจะครบวาระดำรงตำแหน่งสิ้นปีนี้อยู่แล้ว)
เปรียบเทียบกับ “บอร์ดบางจาก (BCP)” ยังคงนิ่งเงียบ ยังให้ผู้บริหารเดิมนั่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ต่อไปตามปกติ จนกว่าจะครบวาระสิ้นปี เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งๆ ที่ ดีเอสไอได้ทำการสอบสวนกรณีดีลซื้อคลังน้ำมัน BCPG 9,000 ล้านบาท (บริษัทลูกของบางจาก) เป็นคดีพิเศษ 145/2569 แล้ว ได้ทำหนังสือราชการเรียกเอกสารหลักฐานจากประธานบอร์ดบางจากและบีซีพีจี ภายในวันที่ 1 ต.ค. 2569 แล้ว (ไม่ทราบว่าส่งเอกสารหลักฐานใดให้ พงส.คดีพิเศษบ้างหรือยัง)
แต่จนบัดนี้ “บอร์ดบางจาก” ก็ยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคู่ขนาน ไม่มีการพักงานผู้บริหารรายใดที่อาจเกี่ยวข้องกับดีลดังกล่าว ไม่มีมาตรการป้องกันการทำลายหรือบิดเบือนพยานหลักฐานที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจในบางจาก ยังไม่มีมาตรการที่สร้างหลักประกันคุ้มครองประโยชน์ของ
ผู้ถือหุ้นปรากฏให้เป็นที่ประจักษ์เลย ฯลฯ
ทั้งๆ ที่ บอร์ดบางจากมีมติแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่แล้ว ได้คนใหม่แล้ว แต่ยังให้คนเดิมอยู่ในอำนาจหน้าที่ต่อไปจนครบวาระสิ้นปี เหมือนเปลี่ยนผ่านการบริหารปกติ ราวกับไม่มีการสอบสวนคดีพิเศษ โคตรดีลคลังน้ำมัน 9,000 ล้านบาท !!!
เทียบกับกรณีบอร์ดการบินไทย ปมปัญหากระเป๋าสัมภาระ ยังไม่มีคดีอะไรทั้งนั้น เด้งทันที!
1. ผมได้ติดตามตรวจสอบกรณีนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านทาง Top News ด้วยความที่เห็นอะไร “แปลกๆ” หลายประการ
ผมเขียนบทความเมื่อ 25 พ.ค. 2569 ว่าด้วยเรื่อง “โคตรดีล..คลังน้ำมันและที่ดิน 9,000 ล้านบาท BCPG + บางจาก ใครจะหาคำตอบสุดท้าย ?” เพราะต้องการให้มีการตรวจสอบความจริงที่ตรงไปตรงมา ปกป้องผลประโยชน์ของบางจาก ผู้ถือหุ้น และส่วนรวม
ตอนนั้น ได้ลำดับให้เห็นที่มาของกรณีอภิมหาดีลซื้อคลังน้ำมันและที่ดินเพชรบุรี 9,000 ล้านบาท
ปี 2553 อดีตผู้บริหารบางจาก เคยเจรจาซื้อขายคลังน้ำมันและที่ดินเพชรบุรี จากบริษัทเพชรบุรีเทอร์มินัล มีการเสนอขายให้บางจากแม่ในราคา 3,000 ล้านบาท แต่ผู้บริหารบางจาก “ล้มดีลซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี” เพราะเห็นว่าแพงเกินไป แถมต้องลงทุนเพิ่มเติม
ต่อมา ประมาณปี 2554-2555 กลุ่มของเสี่ยตือได้เข้ามาเป็นเจ้าของคลังน้ำมันดังกล่าว โดยบริษัทที่ปรึกษาการเงินรายหนึ่ง (นามสมมุติชื่อ บริษัท A) จัดการดีลสำเร็จในมูลค่าแค่ 2,100 ล้านบาท (ถูกกว่าเดิม)
หลังจากนั้น ที่ปรึกษาของบริษัท A ดังกล่าว ก็เข้ามาเป็นผู้บริหารบางจาก และบีซีพีจี
ต่อมา เมื่อ 15 พ.ย. 2565 บอร์ด BCPG (บริษัทลูกของบางจาก) อนุมัติซื้อคลังน้ำมันจากบริษัทกลุ่มของเสี่ยตือคอสโม ในราคาไม่เกิน 9,000 ล้านบาท (แพงกว่าเดิม 4 เท่า)
ประธานบอร์ดลงทุน BCPG เมื่อปี 2565 เคยรู้ หรือควรรู้ข้อมูลเหล่านี้ หรือไม่? แล้วได้นำเสนอต่อบอร์ด BCPG ก่อนตัดสินใจอนุมัติการลงทุน หรือไม่? บอร์ดบางจากแม่มีบาทบาทกำกับติดตามอย่างไร?
ข้อมูลว่า คลังน้ำมันกับที่ดินดังกล่าว เคยดีลกันเท่าไหร่ อย่างไร แล้วทำไมราคามันเพิ่มกระโดดขึ้นมา 4 เท่าในเวลาไม่กี่ปี เป็นข้อมูลสำคัญในการดูแลปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อคณะกรรมการบริษัทก่อนจะอนุมัติ บ้างหรือไม่?
ยิ่งกว่านั้น ลองไปดู... รายชื่อผู้ถือหุ้น กรรมการของ “บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน A” ในปัจจุบัน ปรากฏว่า บางคนยังนั่งเป็นบริหารระดับสูงของทั้งใน BCPG และบางจากแม่ด้วย !!!
2. ปมสะสาง “คดีพิเศษ ดีลคลังน้ำมัน 9,000 ล้านบาท”
ในคดีพิเศษที่ 145/2569 ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเป็นคดีพิเศษ กรณีบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG (บริษัทในเครือบางจาก) เข้าซื้อกิจการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ จ.เพชรบุรี (บริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด) มูลค่า 9,000 ล้านบาท
ประเด็นสำคัญที่ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องตรวจสอบในเชิงลึก เช่น
(1) ความเหมาะสมของราคาซื้อขายและมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง
พบข้อสังเกตว่า หลังจากการซื้อขายผ่านไปเพียง 3 เดือน สินทรัพย์ดังกล่าวถูกประเมินมูลค่าทางบัญชีไว้ที่ประมาณ 6,550 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงถึง 2,450 ล้านบาท จึงต้องตรวจสอบว่าเหตุใดราคาตกลงซื้อขายถึงสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเทียบกับการซื้อขายในอดีต ทำไมราคาจึงเพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ล้านบาท สมเหตุสมผลหรือไม่?


(2) หลักการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) และค่าความนิยม
คำชี้แจงของ BCPG ระบุว่า เงิน 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินทรัพย์มีตัวตน 6,490 ล้านบาท และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (เช่น สัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันในปัจจุบัน) อีกประมาณ 1,900 ล้านบาท รวมถึงค่าความนิยม (Goodwill) ฯลฯ การตรวจสอบของดีเอสไอก็ต้องพิสูจน์ว่า สัญญาและกระแสเงินสดในอนาคตที่นำมาคำนวณเป็นมูลค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและค่าความนิยมนั้น มีอยู่จริงและมีศักยภาพตามที่อ้างจริงหรือไม่ หรือเป็นการตั้งตัวเลขสูงเกินจริง (Overvaluation) เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง?
(3) กระบวนการอนุมัติและผลประโยชน์ทับซ้อน
ตรวจสอบการทำหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหาร ก่อนอนุมัติธุรกรรมนี้ผ่านบอร์ดบริหารอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯหรือไม่ มีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง (Due Diligence) ที่รัดกุมเพียงพอหรือไม่ เส้นทางการเงินและโครงสร้างธุรกรรมระหว่างกลุ่มผู้บริหาร BCPG/BCP กับฝั่งผู้ขาย มีพฤติการณ์สมคบคิดหรือมีเงินทอน/ผลประโยชน์ทับซ้อนไหลกลับไปหาบุคคลใดหรือไม่?
(4) ฐานความผิดฟอกเงิน
ประสานงานกับ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายผู้ที่อาจเกี่ยวข้อง (ตามคำร้องสอบสวนมีทั้งประเด็นกฎหมายหลักทรัพย์ และฟอกเงิน)
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เช่น
มาตรา 89/20 กรรมการและผู้บริหารต้องร่วมกันรับผิดต่อความเสียหายของผู้ถือหุ้นที่เกิดจากการเปิดเผยข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อความจริงในสาระสำคัญ (เช่น การให้ข้อมูลประกอบการขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น) เป็นความรับผิดทางแพ่ง ผู้เสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้
มาตรา 281/10 การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงในสาระสำคัญที่ควรแจ้งต่อผู้ถือหุ้นหรือประชาชนทั่วไป โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี
มาตรา 307 กรรมการ/ผู้บริหารที่ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สิน กระทำผิดหน้าที่โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้บริษัทเสียหาย โทษจำคุก 5-10 ปี
มาตรา 311 ห้ามกรรมการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการเสียหายแก่บริษัท (โทษจำคุก 5-10 ปี) ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม คดีพิเศษ 145/2569 ยังไม่มีคำวินิจฉัยว่ากรรมการหรือผู้บริหารคนใดมีความผิดแต่อย่างใด
3. กรณีศึกษาในต่างประเทศ
กรณีศึกษาในต่างประเทศ เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ เกิดกรณีอื้อฉาว เช่น
กรณีทุจริตธนาคาร Wells Fargo 2016 - พบพนักงานปั้นบัญชี/บัตรเครดิตปลอมกว่า 3.5 ล้านราย โดยลูกค้าไม่รู้ตัวสืบเนื่องจากผู้บริหารมีนโยบายกดดันพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง ปรากฏว่า บอร์ดไม่ได้รอให้กระบวนการทางกฎหมายสิ้นสุดก่อนที่จะดำเนินมาตรการภายในองค์กร บอร์ดจัดให้มีการสอบสวนโดยกรรมการอิสระ ใช้สำนักงานกฎหมายภายนอกเข้ามาดำเนินการ และแยกกระบวนการดังกล่าวออกจากอำนาจของผู้บริหารที่อยู่ภายในขอบเขตของการตรวจสอบ
กรณีทุจริต Siemens 2008 - ถือเป็นคดีจ่ายสินบนที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ธุรกิจโลก ปรากฏว่า บริษัทแต่งตั้งสำนักงานกฎหมายภายนอกให้ดำเนิน independent investigation พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้าน forensic accounting และกำหนดให้กระบวนการตรวจสอบรายงานตรงต่อคณะกรรมการระดับ Supervisory Board แทนที่จะอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังถูกตรวจสอบ
หลักการสำคัญจากทั้ง Wells Fargo และ Siemens คล้ายกัน คือ ผู้ที่อาจอยู่ภายในขอบเขตของการตรวจสอบไม่ควรเป็นผู้ควบคุมกระบวนการตรวจสอบ หรือควบคุมข้อมูลและบุคลากรที่การตรวจสอบจำเป็นต้องใช้ โดยมาตรการดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าบอร์ดได้ตัดสินว่าผู้บริหารมีความผิด แต่เป็นการปกป้องความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของกระบวนการค้นหาความจริง
4. “บอร์ดบางจาก” จะเกียร์ว่าง หรือควรทำอะไร เพื่อรักษาธรรมาภิบาล ปกป้องผู้ถือหุ้น?
การสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น และแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นตอบสนองต่อการแก้ปัญหาอื้อฉาว สร้างธรรมาภิบาลขององค์กร เป็นหน้าที่สำคัญของคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ไม่ต้องรอให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสอบสวนเสร็จไม่ต้องรอให้มีการตัดสินว่าใครผิด-ใครถูก แต่สิ่งที่ทำได้ทันที เพื่อรักษาธรรมาภิบาล คืออะไร?
กรณี “บางจาก” ถูกสอบสวนคดีพิเศษ ปมดีลฉาวซื้อคลังน้ำมัน 9,000 ล้านบาท ต้องตรวจสอบว่า มีขบวนการปั่นราคาเพื่อสร้างมูลค่าสินทรัพย์สูงเกินจริง หรือไม่ จะต้องอาศัยหลักฐานที่อยู่ในความครอบครองของ “บางจากและบีซีพีจี” ทั้งนั้น เช่น
หลักฐานการบริหารและการอนุมัติขององค์กร - รายงานการประชุมของบอร์ด BCPG และบางจากที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูรายละเอียดการอภิปราย เหตุผลในการลงทุน และการลงมติอนุมัติเข้าซื้อสินทรัพย์ดังกล่าว
บันทึกการประเมินความเสี่ยงและการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ (Due Diligence Reports) - เอกสารผลการตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย บัญชี และเทคนิคของคลังน้ำมันก่อนการเข้าซื้อ เพื่อดูว่าผู้บริหารรับทราบข้อจำกัดหรือมูลค่าที่แท้จริงมากน้อยเพียงใด
หลักฐานการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ - รายงานการประเมินมูลค่าจากที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) เอกสารประเมินราคาคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ เพื่อตรวจสอบสมมุติฐานที่นำมาใช้คำนวณราคาว่ามีการ “ปั่นราคา” หรือสร้างตัวเลขให้สูงเกินจริง (Price Inflation) หรือไม่
ข้อมูลเปรียบเทียบราคาในอดีต หลักฐานและบันทึกการเสนอขายสินทรัพย์นี้ในอดีต (เช่น ในปี’53 ที่บางจากล้มดีล และในปี’54-’55 กลุ่มเสี่ยตือซื้อราคาเท่าไหร่) เพื่อนำมาเปรียบเทียบความสมเหตุสมผลของราคาที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 9,000 ล้านบาท
หลักฐานทางสัญญาและการทำธุรกรรมซื้อขาย - สัญญาการเข้าซื้อหุ้นของ บริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด จากกลุ่มแพนเอเชีย (เครือข่ายผู้ขาย)
เงื่อนไขและข้อตกลงแนบท้ายสัญญา - เพื่อตรวจสอบข้อตกลงพิเศษ หรือผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่ระบุไว้ในสัญญา ว่ามีลักษณะเอื้อประโยชน์ทับซ้อนให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่
หลักฐานทางบัญชี หลักฐานการชำระเงินและเส้นทางการเงิน - เอกสารการโอนเงินชำระค่าหุ้น บัญชีธนาคารที่ใช้ในการรับ-ส่งเงิน เพื่อให้พนักงานสอบสวนประสานงานกับสำนักงาน ปปง. ในการตรวจสอบฐานความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน(ถ้ามี)
รายงานทางการบัญชีและการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ - รายงานงบการเงินสะท้อนมูลค่าสินทรัพย์หลังการเข้าซื้อ เพื่อตรวจสอบพฤติการณ์หลังจากดีลสิ้นสุดลง ฯลฯ
ด้วยเหตุนี้ บอร์ดบางจากและบีซีพีจี ควรพิจารณา ดังนี้
“ระงับการทำหน้าที่ของผู้บริหารที่เกี่ยวกับธุรกรรมที่ถูกสอบคดีพิเศษ” ซึ่งไม่ใช่การชี้ว่ามีความผิดแล้ว แต่เพื่อแยกอำนาจควบคุมเอกสาร บุคลากร การเลือกส่งข้อมูลให้ดีเอสไอ ฯลฯ แยกออกจากตัวผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ถูกตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
“ตั้งคณะกรรมการอิสระ” ประกอบด้วยกรรมการอิสระ และให้คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจกำกับเรื่องการประสานงานที่เกี่ยวข้องกับคดีโดยตรง สอบคู่ขนานเพื่อตรวจสอบช่องโหว่การบริหาร
“ตั้งสำนักงานกฎหมาย” หรือ forensic investigator ภายนอก ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมเดิม ให้เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นอิสระ
ออกมาตรการรักษาเอกสาร อีเมล โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ รายงานประชุม เอกสารบัญชี ข้อมูลทางการเงิน ตลอดจนข้อมูลดิจิทัลทุกประเภท ที่อาจเกี่ยวข้องกับธุรกรรม ระบบ IT ควรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเข้าถึง ดาวน์โหลด แก้ไข ลบ หรือเพิ่มเติมข้อมูลใด และเมื่อใด ฯลฯ
ประการสำคัญ บุคคลที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอ พิจารณา อนุมัติ หรือดำเนินธุรกรรมที่กำลังถูกตรวจสอบ ควรถูกแยกออกจากการควบคุมการรวบรวมพยานหลักฐาน การกำกับบุคลากรที่ต้องให้ข้อมูล และการประสานงานเกี่ยวกับการสอบสวนในเรื่องนั้น (บีซีพีจีอนุมัติซื้อคลังน้ำมัน ปี 2565)
มาตรการทั้งหมดนี้ สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าบุคคลใดมีความผิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อองค์กร ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น และสร้างธรรมาภิบาลขององค์กร
ประธานบอร์ด BCP หรือบางจากแม่ ยุคปัจจุบัน คือ“พลตำรวจเอกสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” อดีตผบ.ตร. เป็นผู้มีความน่าเชื่อถือในสังคม จะดำเนินการอย่างไร?
ประธานบอร์ด BCPG ยุคปัจจุบัน คือ “คุณประสงค์ พูนธเนศ” (เป็นรองประธานบอร์ดบางจากแม่ด้วย) เป็นผู้ไม่เคยมีข้อด่างพร้อย มีความน่าเชื่อถือ จะดำเนินการอย่างไร?
นอกจากนี้ กลต.มีไว้ทำไม บทบาทในเรื่องนี้หายไปไหน...เมื่อมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบบริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะเพิกเฉยต่อดีล 9,000 ล้านบาท ได้อย่างไร? นี่ขนาดดีเอสไอสอบสวนจนรับเป็นคดีพิเศษแล้ว กลต.ยังไม่แจ้งความคืบหน้าเรื่องร้องเรียนที่ให้ตรวจสอบอะไรเลย
สันติสุข มะโรงศรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

