คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ใครจะปลดผู้ว่าฯ ชัชชาติ?
ห้ามฝนไม่ให้ตก ไม่ได้แน่นอน
แต่ผู้บริหารที่ทำหน้าที่บกพร่องผิดพลาดเสียหายร้ายแรง จะต้องรับผิดชอบต่อการทำงานในขอบเขตอำนาจหน้าที่โดยตรงของตนเอง อย่างไร?
1. ทำไมผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ ต้องรับผิดชอบ? ต่างจากน้ำท่วมปี’54 อย่างไร?
สส.สกลธี ภัททิยกุล ปชป. อดีตรองผู้ว่าฯกทม. โพสต์ยืนยันความเห็นว่า
“คนมาถามผมว่า น้ำท่วม กทม. ทำไมว่าแต่ผู้ว่าฯ ไม่ว่านายกฯเลย…
ถ้าท่วมเพราะน้ำเหนือ ผมจะว่ารัฐบาล
แต่ท่วมแค่เพราะน้ำฝน ผู้ว่าฯ ต้องรับเต็มๆ ครับ”
...
“..น้ำท่วมกรุงเทพฯ คราวนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ครับ !!!!
- ทั้งในเรื่องการพร่องน้ำ ที่ดูเหมือนว่าน้อยเกินไปไม่เพียงพอรับสถานการณ์
- การ Cell Broadcast แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนที่ล่าช้าถึง 15 ชั่วโมง ทำให้พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยไม่ได้รับข้อมูลล่วงหน้าตื่นมาบางจุด น้ำก็ท่วมหลังคารถแล้ว


- การทอดทิ้งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูง อย่างเช่นที่แฟลตคลองจั่นและเคหะร่มเกล้า ช่วงสามวันแรก ไม่มีเจ้าหน้าที่เขตหรือจากกรุงเทพมหานครเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนเลย และจนถึงเข้าสู่วันที่ 6 ที่น้ำท่วมขังบางจุดยังไม่ได้รับการช่วยเหลือเลย
- รวมถึงการเพิ่มจุดพื้นที่รับน้ำในกรุงเทพฯ พบว่า หลายจุดที่เคยกำหนดไว้หายไปจากร่างผังเมือง 2569 และบางแห่งถูกแทนที่โดยหมู่บ้านจัดสรรเชิงพาณิชย์”
...
“เมื่อ กทม.ยอมรับแล้วว่าผิดที่ไม่ได้แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนผ่าน Cell Broadcast ได้ทันท่วงที อยากถามต่อว่าจะรับผิดชอบกับความเสียหายยังไง??” – สส.สกลธี ปชป.
….
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การรับมือปัญหาน้ำท่วมในภาวะวิกฤตและมาตรการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
สื่อมวลชนรายงานสรุปว่า นายสกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายว่า ผู้ที่ต้องรับผิดชอบหลักต่อวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
พร้อมกันนี้ ยังได้กางข้อมูลซัดการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ล้มเหลวใน 4 ประเด็นสำคัญ
ประเด็นแรก นายสกลธี อภิปรายว่า เรื่องการพร่องน้ำ แม้ กทม. จะอ้างปริมาณน้ำฝนสะสมเกิน 300 มิลลิเมตร แต่ข้อเท็จจริงคือ กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน แต่ กทม. กลับเพิ่งมาเร่งสูบและพร่องน้ำในวันที่ 25 กันยายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ฝนถล่ม กทม. อย่างหนัก สะท้อนถึงการแก้ปัญหาแบบวิ่งไล่ตามเหตุการณ์ ทั้งที่ตลิ่งคลองส่วนใหญ่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กที่รองรับการพร่องน้ำล่วงหน้าได้
ประเด็นที่สอง นายสกลธีกล่าวว่า ระบบเตือนภัย Cell Broadcast ล้มเหลว ฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ทำให้น้ำท่วมสูงในพื้นที่ร่มเกล้า คลองจั่น และบางกะปิ ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด แต่ กทม. กลับส่งสัญญาณเตือนภัยช้าไปถึง 15 ชั่วโมง โดยมาแจ้งเตือนในเวลา 09.22 น. ของวันเสาร์ ส่งผลให้ประชาชนหลายหมื่นชีวิตต้องติดค้างและจมน้ำสูงถึงระดับอก ซึ่งความผิดพลาดนี้ผู้ว่าฯ กทม. และทีมงานจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
ประเด็นที่สาม ขาดศูนย์บัญชาการและการช่วยเหลือที่ล่าช้า นายสกลธี ระบุว่า น้ำท่วมตั้งแต่วันเสาร์ แต่ กทม. กลับใช้เวลาถึง 3 วัน จนถึงวันจันทร์ จึงเริ่มขยับและตั้งศูนย์ประสานงาน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีเจ้าหน้าที่เขตลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน พร้อมระบุว่าในยามวิกฤตประชาชนไม่ได้ต้องการคนที่มาไลฟ์สดบอกระดับน้ำ แต่ต้องการผู้บัญชาการที่กล้าสั่งการและรับผิดชอบตั้งแต่นาทีแรก
ประเด็นสุดท้าย การปรับผังเมืองใหม่ปี 2570 ตัดพื้นที่รับน้ำ นายสกลธี ได้เปิดสไลด์เปรียบเทียบร่างผังเมือง กทม. ใหม่ ที่จะใช้ในปี 2570 กับผังเมืองเดิมปี 2556 โดยชี้ให้เห็นว่า พื้นที่สีเขียวทะแยงซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมสำหรับรองรับน้ำโซนตะวันออก ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเหลืองสำหรับการอยู่อาศัย นอกจากนี้ บึงรับน้ำและแก้มลิงสำคัญ 5 แห่ง เช่น บึงหมู่บ้านชวนชื่น บางเขน, บึงหมู่บ้านมณียา, บึงสวนสยาม, บึงหมู่บ้านชวนชื่นพาร์ควิลล์ และบึงหมู่บ้านเคซีเลควิว กลับหายไปจากผังเมือง
“ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย สั่งชะลอการประกาศใช้ผังเมืองใหม่ดังกล่าว เนื่องจากหวั่นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ จนทำให้ กทม. สูญเสียพื้นที่รับน้ำธรรมชาติ และอุโมงค์ยักษ์ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างแท้จริง” - นายสกลธีย้ำ


2. ตัวอย่างรูปธรรมบางพื้นที่
เพจ โตแล้วจะไปญี่ปุ่นกี่ครั้งก็ได้ นำเสนอข้อมูลที่เจอด้วยตนเอง พร้อมติดตามตรวจสอบข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ระบุว่า
“..น้ำท่วมแฮปปี้แลนด์ ถ.นวมินทร์ ลาดพร้าว 101-107 เกินกว่าที่ควรจะเป็น เกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของ ผู้ว่าฯกทม. เพราะบริเวณนี้ต้องใช้คลองตาหนัง กับคลองยายเผื่อน ในการระบายน้ำลงคลองแสนแสบ แต่คลองตาหนังกำลังมีการก่อสร้าง (ถ้าเสร็จจะดี)
แต่ก่อนฝนจะตกหนักน้ำท่วม ทำไมไม่สั่งการให้ถอนเหล็กชีทไพล์ที่ขวางกั้นทางน้ำในคลองตาหนังทั้งหมดก่อน และนี้คือหลักฐานชัดเจนว่า ไม่ได้มีการพร่องน้ำไว้จริงตามที่ประกาศไว้ หากมีการเร่งรัดหน่วยงานของเขตบางกะปิ และสำนักงานระบายน้ำกรุงเทพ ให้ดูแลตรวจสอบคูคลองทั้งหมดจริง พื้นที่น้ำจะไม่ท่วมขนาดนี้ (ย้ำว่าเข้าใจยังไงก็ท่วม แต่มันจะไม่สูงขนาดนี้)
ทำให้เกิดความเสียหายเกินกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งผมต้องการให้มีการแสดงความรับผิดชอบทั้งในรูปแบบของการจัดการเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน และเงินเยียวยาเฉพาะโซนนี้ที่เกิดจากความผิดพลาดของกทม. …
….ถามท่านผู้ว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ถ้าพร่องน้ำจนติดเลนจริง แล้วเรือโดยสารในคลองแสนแสบเขาจะเดินเรือยังไงหรอครับ วันที่ 24 กันยายน เรือยังวิ่งอยู่เลย
เลิกโกหกประชาชน ยอมรับความผิดพลาด
ตอนนี้แก้ปัญหาให้เสร็จ แล้วพิจารณาตนเอง หรือหาผู้รับผิดชอบแบบเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ตอบโต้อดีตผู้สมัครที่แพ้คุณแบบนี้
ผมเลือกชัชชาติทั้ง 2 ครั้ง
เจอการตอบแบบนี้ ผมยิ่งผิดหวัง
แค่คลองตาหนังติดบ้านผม ยังมีเหล็กชีทไพล์ขวางทางน้ำไว้อยู่ก่อนฝนจะตกหนักเลยมันไม่ได้พร่องน้ำไว้เลย เพิ่งเอาเหล็กออก..”
ล่าสุด เจ้าตัวลงคลิปเสียงยาว 18 นาที การสนทนากับวิศวกรโยธา สำนักการระบายน้ำ กทม. เรื่องเหล็กชีทไพล์ขวางทางน้ำคลองตาหนัง บางกะปิ ตอกย้ำชัดว่า ทำไมจึงท่วมสูง และขังนานกว่าที่ควรจะเป็น
แอดมินเพจยืนยันว่า น้ำท่วมในแฮปปี้แลนด์ มันไม่ควรจะสูงและนานจนเกิดความเสียหายระดับนี้ ถ้าเอาเหล็กชีทไพล์ออกก่อน ตั้งแต่มีประกาศเตือนฝนตกหนัก
3. นายสันติสุข มะโรงศรี พิธีกรข่าว Top News โพสต์เฟกบุ๊ก ระบุว่า
“ถ้าเห็นว่า ผว.ชัชชาติทำงานไม่ได้เรื่อง บริหารบกพร่องผิดพลาดร้ายแรง ละเว้นการปฏิบัติจนก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่กทม.และประชาชนส่วนรวม ไม่สมควรให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป
สก.จำนวน 2 ใน 3 (34 คนขึ้นไป) สามารถมีมติ ขอให้ รมว.มหาดไทย เสนอ ครม.เพื่อให้ ครม.มีมติสั่งให้ ผว.กทม.พ้นจากตำแหน่งได้นะครับ
ตาม มาตรา 52(8) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม 2528
แค่ สก. พรรคส้ม+พรรคฟ้า รวมกันก็ 30 คนแล้วนะ อยู่ที่ว่าคิดยังไง เอาจริงรึเปล่า
รู้ร้อนรู้หนาวกับประชาชน จริงรึเปล่า
สก.กทม.จะเอาไง ถ้าชงไป มท1 ก็ต้องคิดละทีนี้”
ปรากฏว่า มีผู้กดไลก์สนับสนุนนับหมื่นคน!
มีผู้แสดงความคิดเห็นสนับสนุนอีกจำนวนมาก เรียกร้องให้ สก.ที่เห็นว่าผู้ว่าฯชัชชาติ ทำหน้าที่บกพร่องร้ายแรง เสียหายกว้างขวาง แถมเปลี่ยนแปลงโครงการแก้มลิง ดังที่ปรากฏปัญหาวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงในปัจจุบัน สก.ไม่ควรพูดเฉยๆ แต่ควรลงมือทำ ด้วยการเข้าชื่อลงมติเพื่อส่งให้ มท.1 ดำเนินการต่อไปด้วยความชอบธรรม จากเสียงของ สก.ที่มาจากการเลือกตั้งของคน กทม. เช่นเดียวกับผู้ว่าฯกทม.
4. สภากรุงเทพมหานคร (สก.) ไม่มีอำนาจถอดถอนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้โดยตรง แต่มีกลไกที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 ช่องทาง ดังนี้
4.1 ช่องทางที่ สก. มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีมติขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยดำเนินการ
หากผู้ว่าฯกทม. กระทำการอันเข้าข่ายเหตุตาม มาตรา 52 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งได้แก่ การกระทำอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หรือปฏิบัติ/ละเลยไม่ปฏิบัติการจนเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานครหรือราชการโดยส่วนรวม
สภากรุงเทพมหานคร สามารถมีมติ ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งให้ผู้ว่าฯ พ้นจากตำแหน่งได้
เงื่อนไขสำคัญ มติดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ของสภากรุงเทพมหานคร
เมื่อได้มติแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต้องนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งมติ
การสั่งให้ออกจากตำแหน่งตามช่องทางนี้ เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีโดยมติ
ไม่ใช่ของสภา กทม. และไม่ใช่ของรัฐมนตรีมหาดไทยโดยตรง
สก. ทำได้เพียง “เสนอความเห็น” ผ่านมติเท่านั้น ไม่สามารถปลดผู้ว่าฯ ได้เอง
4.2 ช่องทางของประชาชน ด้วยการเข้าชื่อถอดถอนโดยตรง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และเป็นเหตุให้ผู้ว่าฯ พ้นจากตำแหน่งตาม มาตรา 52 (10) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร
ช่องทางนี้ ยุ่งยาก ยาวนาน และต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก
ต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 30,000 คน เมื่อครบจำนวนต้องมีการลงคะแนนเสียงถอดถอนโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้ผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในกรุงเทพฯ (ประมาณ 2.06 ล้านคนขึ้นไป) และในจำนวนผู้มาลงคะแนน ต้องมี เสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่เห็นว่าไม่สมควรดำรงตำแหน่งต่อไป
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

