คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

วิวาทะ ‘กลไกเอาภาษีบาปจ่ายอุดหนุนตรง’ กับ ‘ตั้งงบประมาณแผ่นดินรายปีเหมือนหน่วยงานรัฐทั่วไป’
เป็นการถกเถียง และโต้เถียง อย่างดุเดือด
ต้องยอมรับว่า มีผู้เห็นด้วย ทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน
1. ข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย คือ การยกเลิกกลไก “ภาษีบาป” (Earmarked Tax) ที่ไหลตรงไปยัง 4 หน่วยงาน แล้วเปลี่ยนให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องของบประมาณจากงบรายจ่ายประจำปี เหมือนหน่วยงานรัฐอื่นๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานศาลยุติธรรม ฯลฯ
2. สาระสำคัญของข้อเสนอ (ร่างกฎหมาย 4 ฉบับ)
พรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญเหมือนกัน คือ ยกเลิกการจัดเก็บ “เงินบำรุง” จากภาษีสุราและยาสูบ ที่ส่งตรงให้หน่วยงานดังนี้
l สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ยกเลิกเงินบำรุงอัตรา 2% ของภาษีสุราและยาสูบ ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี
l ไทยพีบีเอส (องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย) ยกเลิกเงินบำรุงอัตรา 1.5% ของภาษีสุราและยาสูบ เคยได้อยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี
l กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ปรับโครงสร้างรายได้ จากภาษีบาปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี เคยได้อยู่ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี
l กองทุนผู้สูงอายุ ปรับโครงสร้างรายได้จากภาษีบาปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี เคยได้อยู่ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี
3. เหตุผลหลักที่พรรคภูมิใจไทยหยิบยกขึ้นมา คือ หลักวินัยการเงินการคลังเงินรายได้ภาษีควรเข้าสู่คลังแผ่นดิน แล้วให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรร (ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล) ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
ระบุว่า ปัจจุบัน พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 ซึ่งห้ามการออกกฎหมายจัดเก็บภาษีเพื่อให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งนำไปใช้จ่ายโดยเฉพาะ พรรคฯ มองว่าการจัดเก็บภาษีบาปในลักษณะนี้เป็นการจัดสรรเงินนอกงบประมาณที่ขัดต่อหลักวินัยการคลัง
และเพื่อไม่ให้กระทบรายได้ของรัฐ และไม่เป็นการลดภาษีให้ธุรกิจสุรา-ยาสูบ พรรค ภท.ระบุว่า จะดำเนินการควบคู่กันดังนี้
- ออกกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพสามิต เพื่อให้รายได้ส่วนที่เคยเป็น “เงินบำรุง”ถูกจัดเก็บเข้าเป็นรายได้ของรัฐผ่านภาษีปกติแทน
- เปลี่ยนระบบการให้เงิน โดยปรับถ้อยคำจาก “รัฐต้องให้เงินอุดหนุนทุกปี”เป็น “รัฐอาจให้เงินอุดหนุนตามความจำเป็น” เพื่อเปิดช่องให้รัฐบาลใช้วินิจฉัยด้านการคลังในการกำหนดวงเงินได้
เท่ากับว่า ไม่ได้ลดรายจ่ายของบริษัทเหล้า-บุหรี่ แค่ให้จ่ายเข้าคลังหลวงเช่นเดียวกับภาษีอื่นๆ
และไม่ได้ยกเลิกองค์กรที่เคยได้รับเงินอุดหนุนตรง แต่เปลี่ยนวิธีการให้เงินสนับสนุนผ่านรัฐบาลและรัฐสภา
4. ประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม
l ฝ่ายคัดค้านกังวลว่า การต้องของบประมาณรายปีจะทำให้องค์กรอย่าง สสส. และไทยพีบีเอส สูญเสียความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง เพราะภารกิจของทั้งสององค์กรคือการควบคุมยาสูบ/แอลกอฮอล์ที่กระทบธุรกิจทุนใหญ่โดยตรง
l แท้จริงแล้ว เป็นการ “ย้ายภาระ” จากผู้บริโภคสุรา-ยาสูบ ไปเป็นภาระของภาษีประชาชนทุกคนหรือไม่ และในภาวะการคลังตึงตัว หน่วยงานเหล่านี้จะได้รับงบประมาณไม่เพียงพอหรือไม่
4. ภาพรวม ข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย คือ การ “รื้อโครงสร้าง” เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาตามระบบงบประมาณปกติ แต่ก็กระทบกับการบริหารจัดการขององค์กรที่ทำงานด้านสาธารณสุขและสื่ออย่างไทยพีบีเอส ซึ่งมีเครือข่ายที่ร่วมงาน หรือร่วมแบ่งปันผลประโยชน์มายาวนานหลายปี ย่อมกระทบกระเทือน และเกิดแรงต้านเป็นปกติ
5. นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยในรายการ “เจาะลึกทั่วไทยฯ”ว่า ข้อเสนอการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต สุราและยาสูบ หรือ ภาษีบาป ในส่วนการยกเลิกการจัดสรรเงินภาษีส่วนเพิ่ม 2% ส่งเข้ากองทุนโดยตรงนั้น ไม่ใช่การลดภาษีสรรพสามิตเพื่อจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนแต่อย่างใด
เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าว ผู้ประกอบการที่เคยต้องเสียภาษีสรรพสามิต ยังต้องเสียภาษีในอัตราเดิมเท่ากับในปัจจุบัน เพียงแต่ในทางเทคนิค ฝ่ายบริหารจะเสนอออกร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตปกติในกลุ่มสินค้าสุราและยาสูบขึ้นมาทดแทนภาษีส่วนเพิ่ม 2% ที่ถูกยกเลิกไป ทำให้เงินรายได้ทั้งหมดถูกนำส่งเข้าสู่คลังแผ่นดินโดยตรง
นายพรชัย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ที่ได้กล่าวถึง คือการยกเลิกในส่วนนี้ (ภาษีส่วนเพิ่ม 2%) ซึ่งทางรัฐบาลจะต้องเสนอร่างกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อจะเพิ่มอัตราภาษีเข้าไปให้กับสินค้ากลุ่มนี้ เป็นการแปรสภาพให้ภาษีส่วนเพิ่มเป็นภาษีสรรพสามิตปกติไป ฉะนั้น ผู้ประกอบการยังต้องเสียภาษีในอัตราที่ปัจจุบันเสียอยู่
ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าว ดำเนินการตามนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 ในข้อ 22.3 ที่กำหนดให้จัดทำกฎหมายนำภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคมกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลัง
ในการนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตศึกษาเตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยเห็นว่าแนวทางการยกเลิกเงินส่งเข้ากองทุนแล้วปรับอัตราภาษีปกติเข้าคลัง มีความเหมาะสมกว่าการให้กองทุนรับเงินก่อนแล้วค่อยส่งคืนคลัง เนื่องจากช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจากการปรับเปลี่ยนทิศทางเงินรายได้เข้าคลังแผ่นดิน
โดยโครงสร้างใหม่จะส่งผลให้หน่วยงานและกองทุนเดิมทั้ง 4 แห่งที่เคยได้รับเงินภาษีบาปนอกระบบงบประมาณ ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาฯ จะต้องเปลี่ยนเข้าสู่กระบวนการยื่นขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ทั้งหมด
ขั้นตอนและความคืบหน้าทางกฎหมายในปัจจุบัน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ยังคงอยู่ในกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็น และเนื่องจากจัดเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ทางสภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งเรื่องมาให้รัฐบาล โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อน ซึ่งกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะจัดทำความเห็นพร้อมเสนอร่างกฎกระทรวงแนบเข้าไป เพื่อให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันตามลำดับ
6. สถานีไทยพีบีเอสได้นำเสนอความเห็นฝ่ายที่คัดค้าน เช่น
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ชี้ให้เห็นถึงหลักคิดสำคัญในการก่อตั้งสื่อสาธารณะ ระบุว่า หากโทรทัศน์คือสิ่งที่สร้างประโยชน์แก่สังคม รัฐก็ไม่ควรแสวงหารายได้จากสื่อ แต่ควรสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้เกิดสื่อที่มีคุณภาพ การเลือกใช้โมเดล “ภาษีบาป” เพื่อเป็นทุนรอนให้แก่สื่อสาธารณะ ถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยป้องกันการแทรกแซงจากกลุ่มทุนและอำนาจทางการเมืองซึ่งเป็นบทเรียนที่ถอดมาจากการล้มเหลวของสื่อเสรีในอดีตที่ถูกครอบงำโดยผลประโยชน์
คุณสารี อ๋องสมหวัง ระบุว่า
แม้ปัจจุบันผู้คนจะรับชมสื่อผ่านโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตมากขึ้น แต่ประชาชนยังมีความจำเป็นต้องสามารถเข้าถึงทีวีได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของโครงสร้างรายได้สื่อสาธารณะที่มาจาก “ภาษีบาป” ว่า นอกจากประชาชนจะได้ดูทีวีฟรีโดยมีกลุ่มผู้ประกอบการสุราและยาสูบเป็นผู้จ่ายภาษีส่วนนี้ให้แล้ว ยังเป็นกลไกที่ทำให้สินค้าเหล่านี้มีราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดอัตราการบริโภคลง ถือเป็นผลประโยชน์ต่อสังคมถึงสองต่อ
7. คุณบุญเลิศ คชายุทธเดช สะท้อนความจริงอีกด้านของไทยพีบีเอส
ระบุว่า “ต้องปฏิรูปใหญ่..ก่อนจะสาย(เกินแก้)ไปกว่านี้”
สาระสำคัญ แฉว่า “…เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบร้อยละ 1.5 ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาทใช้หล่อเลี้ยงการดำเนินงาน ส่วนใหญ่ใช้ไปกับเงินเดือน ค่าตอบ แทน สวัสดิการของผู้บริหาร พนักงานประจำ พนักงานสัญญาจ้าง ลูกจ้างโครงการ ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 1,300 คน
คนที่เกษียณไปแล้วบางคน ก็จ้างให้กลับมาทำงานเป็นโค้ช ที่พนักงานกังขาคลางแคลงใจต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร ให้ค่าจ้างเดือนละ 100,000 บาท กำหนดจ้าง 6 เดือน เป็นเงิน 600,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญพิเศษจ้างเดือนละเกือบ 300,000 บาท
สมัยมีตำแหน่งมีอำนาจ เป็นผู้อำนวยการสำนัก ทำไมไม่บริหารไม่ทำให้ดี กลับจะมามีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ในการฝึกอบรมเพื่อยกระดับด้านข่าวกันตอนที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว
แม้จะเป็นข่าวครึกโครมในสื่อต่างๆ แต่ก็หาได้มีการแก้ไขทบทวนแก้ไขไม่
…หรือว่ามีเงินเยอะ ได้มาง่ายๆ แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องไปวิ่งหา จึงใช้กันสบาย ?
ความเป็นสื่อสาธารณะต้องใช้คนทำงานมากกว่าองค์กรสื่ออื่นๆกระนั้นหรือ?
แต่องค์กรสื่อในยุคดิจิทัล เขาใช้คนทำงานไม่มาก ก็เห็นหลายแห่งเขาปรับตัว หนังสือพิมพ์กระดาษเลิกกิจการ ไม่พิมพ์ออกจำหน่าย เลิกจ้าง เพื่อลดคนก็เห็นๆ กันอยู่ เพราะถ้าไม่ลดองค์กรจะขาดทุนและอาจต้องเลิกกิจการ
คนในไทยพีบีเอสเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า สื่ออื่นๆ เช่น สำนักข่าวบางแห่งมีคนทำงาน 10-20 คน แต่สามารถนำเสนอข่าว ลงพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนาม รายงานสด ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ผลงานข่าวโดนเด่น น่าสนใจ มีผู้ติดตามจำนวนมาก
ไทยพีบีเอส เงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ้างบริษัทผลิตรายการ ค่าผลิตรายการก็แพงใช่ย่อย ค่าจ้างผู้ดำเนินรายการจากภายนอกหลายรายการก็ไม่ใช่ถูกๆ
พูดกันแต่ว่า ไทยพีบีเอสไดัเงินและใช้เงินปีละ 2,000 ล้านบาท น้ัอยเกินไปแต่ความจริงใช้เงินจากรายได้อื่น ได้แก่ ค่าบำรุงโครงข่ายปีละประมาณ 400 ล้านบาท ดอกเบี้ย ฯลฯ รวมแล้วก็ปาเข้าไปปีละประมาณ 2,600-2,800 ล้านบาท
ไม่ต้องตะลึง นี่คือความจริง
เป็นความจริงของสื่อสาธารณะที่มีสโลแกน “โปร่งใส ตรวจสอบได้”
…มีบางเสียงสะท้อนเสนอให้ไทยพีบีเอสปรับปรุงการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะความคุ้มค่า ความสุจริต โปร่งใส
…สื่อด้วยกันย่อมทราบดีว่า สื่อพาณิชย์กำลังเผชิญกับอะไร และไทยพีบีเอสกำลังทำอะไร
ระหว่างนี้ มีข่าวในสื่อต่างๆ ว่า สตง.ได้เข้ามาตรวจสอบการใช้เงิน บางเรื่องได้สรุปผลแจ้งกลับมาที่ไทยพีบีเอสแล้ว และบางเรื่องก็ใกล้จะสรุป เช่น การใช้รถส่วนกลางซ้ำซ้อน ระดับบริหารได้ทั้งเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือนและยังใช้รถส่วนกลาง อาจถูกสตง.เสนอแนะให้เรียกเงินคืนสำหรับผู้ที่ใช้รถไม่ถูกต้อง ปัญหาการจัดซื้อจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงที่ขัดต่อกฎหมาย การจ้างผู้ดำเนินรายการภายนอกราคาแพง ฯลฯ
…หากไทยพีบีเอสอยากอยู่รอดได้ จำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเครื่องผ่าตัดกันครั้งใหญ่ ดังที่องค์กรวิชาชีพสื่อใช้คำว่า “ปฏิรูป” โดยไทยพีบีเอสต้องปรับตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงออกต่างๆ ต้องสุขุมรอบคอบ ผ่านการวิเคราะห์และกำหนดยุทธศาสตร์กับการขับเคลื่อนอย่างฉลาดและแยบยล
เพราะความเป็นสื่อสาธารณะที่ต้องเป็น “มืออาชีพ” คอยค้ำคออยู่
หากเบี่ยงเบนไปจากนี้ กลายเป็นองค์กรที่มุ่งปกป้องตัวเองจนก้าวข้ามเส้นความเป็นเที่ยงธรรม ความสมดุล การเปิดพื้นที่ สร้างเวทีกลางให้ทุกฝ่ายเสนอความจริงอย่างครบถ้วน รอบด้าน
โน้มเอียงไปสู่การสร้างเวทีและพื้นที่ให้ตัวเองและเครือข่ายพวกเดียวกันเป็นหลัก
ไม่กล้านำเสนอ ไม่กล้ายอมรับว่าองค์กรก็มีปัญหา ใช้เงินจากภาษีบาปอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ถูกต้อง
และบางทีอาจจะช้าหรือสายไป”
8. เรื่องนี้ เพิ่งเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย หลังจากนี้ จะต้องขอความเห็นชอบ ครม. ก่อนเข้ารัฐสภา ซึ่งมีทั้ง สส. และ สว.
ติดตามต่อไป
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

