คอลัมน์ : สั้นสั้น วันอังคาร

ถุยส์สส
ตั้งแต่น้ำเริ่มท่วมกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 25 กันยายน จนถึงตอนที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ 4 ตุลาคม บางพื้นที่น้ำลดลงกลับมาสู่สภาพปกติ แต่มีอีกหลายพื้นที่ยังมีน้ำขัง ประชาชนจำนวนมากเดือดร้อนด้านชีวิตความเป็นอยู่ ธุรกิจหลายอย่างเสียหาย เพื่อนๆ ผมมากมายต้องกลายเป็นผู้ประสบภัยอยู่กินลำบาก ออกไปทำมาหากินก็ไม่ได้
ไม่ต้องเรียนหนังสือมากมาย ใครๆ ก็รู้ว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองใหญ่ ปัญหาเยอะ เทวดาจากไหนมาก็แก้ไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และคงไม่มีใครโง่จะเรียกร้องถึงขั้นนั้น แต่ถ้ามีการเตรียมการที่ดี หนักก็จะกลายเป็นเบาช้าก็จะกลายเป็นเร็ว
นี่ขนาดไม่ใช่การปล่อยมวลน้ำมหาศาลลงมาจากทางเหนือ เป็นฝนฟ้าตามฤดูกาล แค่ตกต่อเนื่องสามสี่วัน ยังสร้างความเสียหายได้ขนาดนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือหายนะของแท้
ขณะที่น้ำท่วม เรื่องต่างๆ ของผู้บริหารก็ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาทีละระลอกๆ ตั้งแต่คำคุยโวโอ้อวดในการหาเสียงลงสมัครผู้ว่าราชการกทม.ครั้งแรกที่ว่า ศึกษาปัญหามาแล้ว 2 ปี แถมเหน็บผู้ว่าฯคนเก่าอีกว่า ทำไม่ได้ก็ต้องออกไปแต่ตอนนี้ตนเองอยู่ในตำแหน่งมาแล้ว 1 สมัยเต็มๆ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการแก้ปัญหาต่างๆ ของกรุงเทพฯ ยิ่งกว่านั้น ดูเหมือนจะช่วยเพิ่มปัญหาเสียด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ก่อนหน้าเกิดภัยพิบัติ กรมอุตุนิยมวิทยาได้เตือนแล้วว่าจะมีฝนตกต่อเนื่อง, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งจะต้องรอหน่วยงานที่บริหารท้องถิ่นบอกมา เพราะจะทำโดยพลการไม่ได้ การติดต่อสื่อสารที่ส่งไปก็ไม่มีหือไม่มีอือกลับมา, เครื่องมือเครื่องไม้ที่ใช้ในการระบายน้ำก็เสื่อมสภาพใช้การไม่ได้เป็นจำนวนมาก ราวกับไม่เคยตรวจสอบกันเลย ฯลฯ
จนกระทั่งถึงเรื่องหนักหนาที่สุดคือ การถอนโครงการแก้มลิงออกจากแผนงานของกทม. มีการพูดกลับไปกลับมาจนไม่รู้ว่าตรงไหนจริง ตรงไหนโกหก หรือโกหกทั้งหมด
ความฉิบหายที่เกิดขึ้น ทั้งความเป็นอยู่ของผู้คน และจำนวนเงินที่ประเมินกันเป็นตัวเลขระดับหมื่นล้าน คนที่มีตำแหน่งสูงสุดในการบริหารเมืองหลวงก็สมควรต้องพิจารณาตัวเองลาออก แต่สำหรับนักการเมืองไทยบางคนเป็นเรื่องยากถึงยากที่สุด เหมือนกระบวนการที่เป็นไปไม่ได้ mission impossible
เพราะสมัยแรกไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ยังกล้าลงสมัครสมัยที่ 2 สมัยเดียวก็น่าจะรู้ตัวแล้วว่า มีความสามารถอยู่แค่ไหน จึงไม่แปลกอะไรที่ตอนนี้เสียงเรียกร้องให้ปลดผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบันพ้นไปจากตำแหน่ง ชักจะดังมากขึ้นทุกที เพราะเรียกร้องให้ลาออกเองคงไม่เกิดขึ้น แต่จะปลดออกก็ไม่ง่าย มีเกณฑ์ตามกฎหมายว่าด้วยการระเบียบการบริหารราชการกรุวเทพมหานคร วางไว้ว่า
หากผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ บริหารบกพร่องผิดพลาดร้ายแรง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่กรุงเทพฯและประชาชนส่วนรวม ไม่สมควรให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป สมาชิกสภากรุงเทพฯ 2 ใน 3 คนขึ้นไปสามารถออกเสียงและยื่นขอให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เสนอคณะรัฐมนตรีลงมติสั่งให้ผู้ว่าฯกทม.พ้นจากตำแหน่งได้
ดูแล้วก็คงจะยาก เพราะสมาชิกสภากรุงเทพฯตอนนี้มีอยู่ 3 กลุ่ม คือ พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์ และพวกที่ใช้ชื่ออิสระ แต่ความจริงอยู่ในทีมที่ขึ้นกับผู้ว่าฯคนปัจจุบัน พวกกันทั้งนั้น
สืบเนื่องมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลและอาจมีคำสั่งปลดผู้ว่าฯกทม.ออกจากตำแหน่งได้ ในกรณีที่มีความผิดหรือมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง, ทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติการขัดต่อกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี แต่จะต้องผ่านกระบวนการสอบสวนและมีหลักฐานชัดเจนตามขั้นตอนทางกฎหมาย นั่นก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก
และในภาวะปกติ นายกรัฐมนตรีก็ไม่มีอำนาจโดยตรงในการปลดผู้ว่าฯกทม.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ยกเว้นจะใช้กลไกหรืออำนาจพิเศษตามกฎหมายเฉพาะกิจในบางช่วงเวลาและสถานการณ์ ซึ่งตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจของการปฏิวัติหรือรัฐประหาร
นายกฯ มิกกี้ เม้าส์ ที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยก็คงไม่ทำ เพราะเกรงใจเสียงของคนที่เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.คนนี้มา ซึ่งครั้งแรกได้ถึง 1,386,215 คะแนน ถ้าถือตามสำนวนบ้านๆ ก็คือ “ขี้ใหม่หมาหอม” แต่
ครั้งหลังยังเพิ่มขึ้นมาอีกเป็น 1,537,784 คะแนน เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา น่าจะมีการวางฐานไว้ไม่น้อย และตัวเปรียบในการเลือกตั้งครั้งหลังไม่ได้รับการเลือก ดูไม่ค่อยมีสง่าราศีบ้าง คะแนนตัดกันเองบ้าง
บางคนก็ด่วนสรุปว่าเป็นปัญหาของประชาธิปไตย แต่จริงๆ แล้วระบอบไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเรื่องของคน
โดยเฉพาะความเชื่อในยุคแห่งการสร้างภาพผ่านสื่อต่างๆ ไม่มีใครผิด เหมือนอย่างเพลงเขาว่า “มันสิทธิ์ของเธอ อยากจะซึ้งจะดีกับใคร” ส่วนจะเป็นความเชื่อที่นำมาซึ่งความย่อยยับอย่างที่เกิดขึ้นหรือไม่ ก็คงรู้กันอยู่แก่ใจ
หลังจากเหตุการณ์ยังผ่านไปไม่สะเด็ดน้ำ จากที่ติดตามอ่านความคิดเห็นมากมายตามสื่อออนไลน์ ผมเจอคนเดียวที่ยอมรับว่าเลือกผู้ว่าฯกทม.คนนี้ และออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตามเหตุผล ส่วนจะมีอีกหรือไม่จาก 1,537,783 เสียงที่เหลือ อันนี้ผมเองยังไม่พบ
ดังนั้น พอสรุปได้ว่า ประชาธิปไตยมีกรอบให้เราอยู่กันไปแบบนี้
สมัยรุ่นๆ เวลาผมและเพื่อนๆนั่งคุยกันเล่นๆ ถ้าใครบางคนเกิดคุยโม้โอ้อวดอะไรขึ้นมาสักอย่าง และ
ทุกคนรู้ว่ามันทำไม่ได้หรอก บางทีก็มีคนในกลุ่มเอ่ยขึ้นมาว่า “ถุย” แล้วเราก็หัวเราะขำๆ กันไป แต่ทุกวันนี้ เมื่อได้ยินนักการเมืองขี้โม้และโกหกบิดไปบิดมาในข่าว เสียงในหัวผมมักจะดังขึ้นทันทีว่า “ถุยส์สส” เพิ่มตัว s แบบฝรั่งเข้าไป แต่ไม่มีความรู้สึกขำตามมา
ทิวา สาระจูฑะ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

