คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘ไทยพีบีเอส’กับ‘ภาษีบาป’
เรื่องสถานีโทรทัศน์ “ไทยพีบีเอส” (Thai PBS) กำลังเป็นประเด็นข่าวให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง จากการที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกการรับเงินบำรุงองค์กรแห่งนี้ จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ “ภาษีบาป” โดยเปลี่ยนมาเป็นการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ
โดยทุกวันนี้ “ไทยพีบีเอส” ใช้เงินงบประมาณจากเงินสนับสนุนที่เรียกว่า“Earmarked Tax” หรือ “ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ” ในสัดส่วนร้อยละ 1.5 จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” ซึ่งมีเพดานสูงสุดไม่เกินปีละ 2 พันล้านบาท ทั้งนี้ ตามร่างแก้ไขของพรรคภูมิใจไทย ได้เปลี่ยนแปลงให้นำเงินจาก“ภาษีบาป” 2 พันล้านบาท ส่งเข้า “คลังแผ่นดิน”และจัดสรรให้ “ไทยพีบีเอส” ผ่านระบบการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐสภาตามปกติ อันเป็นไปตามหลักการของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
ร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ มีกรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน-วันที่ 14 ตุลาคม 2569 นั้น ถูกคัดค้านจาก “คนในไทยพีบีเอส” และจากภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่งที่ส่วนใหญ่เป็นเอ็นจีโอโดยฝ่ายนี้เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ เพราะจะกระทบ “ความเป็นอิสระ” ในการรายงานข่าวและการตรวจสอบผู้มีอำนาจของ “ไทยพีบีเอส”
อย่างไรก็ดี ในท่ามกลางเสียงคัดค้านนั้น มีความคิดเห็นที่น่าสนใจจากบุคคลที่เคยทำงานใน “ไทยพีบีเอส” คือ นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตกรรมการนโยบาย “ไทยพีบีเอส” ซึ่งเป็นสื่อมวลชนอาวุโส และเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก “Boonlert Kachayudhadej” เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมวานนี้ ในหัวข้อ “ต้องปฏิรูปใหญ่..ก่อนจะสาย (เกินแก้) ไปกว่านี้”
“บุญเลิศ คชายุทธเดช” สื่อมืออาชีพที่มีอายุการทำงานมาเกือบ 50 ปี โดยเริ่มเป็น “นักข่าว” ครั้งแรกในค่ายมติชนตั้งแต่ยุคบุกเบิกเมื่อปี 2521 หลังจบปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-เปิดเรื่องว่า
“อาจกล่าวได้ว่าครั้งนี้ คนในไทยพีบีเอสสะดุ้ง ตื่นตัว ตื่นเต้น และระทึกใจมากที่สุดกว่าทุกครั้งในรอบ 18-19 ปี..14 มกราคม 2551 วันที่พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือกันว่า “สื่อสาธารณะ” แห่งแรกและแห่งเดียวได้ก่อกำเนิดขึ้น
ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเหตุการณ์รุนแรงในสงครามสีเสื้อ ผ่านการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ผ่านรัฐบาลมาหลายชุด แต่ไทยพีบีเอสก็อยู่รอดปลอดภัยมาได้”
และอีก 9 ย่อหน้าถัดจากนี้ ที่ “บุญเลิศ คชายุทธเดช” หรือ “บุญเลิศ ช้างใหญ่” สมัยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนนามสกุล ได้ลอกคราบและสะท้อนภาพ “ไทยพีบีเอส” ให้บุคคลภายนอกได้เห็น
“เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสรรพสามิต สุราและยาสูบ ร้อยละ 1.5 ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ใช้หล่อเลี้ยงการดำเนินงาน ส่วนใหญ่ใช้ไปกับเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการของผู้บริหาร พนักงานประจำพนักงานสัญญาจ้าง ลูกจ้างโครงการ ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 1,300 คน คนที่เกษียณไปแล้วบางคน ก็จ้างให้กลับมาทำงานเป็นโค้ช ที่พนักงานกังขาคลางแคลงใจต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร ให้ค่าจ้างเดือนละ 100,000 บาท กำหนดจ้าง 6 เดือน เป็นเงิน 600,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญพิเศษจ้างเดือนละเกือบ 300,000 บาท”
“สมัยมีตำแหน่งมีอำนาจ เป็นผู้อำนวยการสำนัก ทำไมไม่บริหาร ไม่ทำให้ดี กลับจะมามีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ในการฝึกอบรมเพื่อยกระดับด้านข่าวกันตอนที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว แม้จะเป็นข่าวครึกโครมในสื่อต่างๆ แต่ก็หาได้มีการแก้ไขทบทวนแก้ไขไม่”
“อีกประเด็นหนึ่ง องค์กรสื่อด้วยกันต่างแปลกใจพากันตั้งคำถามว่า ทำไมที่นี่ (ไทยพีบีเอส) คนจึงมากมายก่ายกองขนาดนี้ ทำงานอะไรกันบ้างสำหรับความรับผิดชอบหลักคือ การผลิตข่าวสารเผยแพร่ทางหน้าจอโทรทัศน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ ยิ่งมีคนมากก็ยิ่งใช้เงินมาก หรือว่ามีเงินเยอะ ได้มาง่ายๆ แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องไปวิ่งหา จึงใช้กันสบาย? ความเป็นสื่อสาธารณะต้องใช้คนทำงานมากกว่าองค์กรสื่ออื่นๆ กระนั้นหรือ?”
“แต่องค์กรสื่อในยุคดิจิทัล เขาใช้คนทำงานไม่มาก ก็เห็นหลายแห่งเขาปรับตัว หนังสือพิมพ์กระดาษเลิกกิจการ ไม่พิมพ์ออกจำหน่าย เลิกจ้าง เพื่อลดคนก็เห็นๆ กันอยู่ เพราะถ้าไม่ลดองค์กรจะขาดทุนและอาจต้องเลิกกิจการ"
“คนในไทยพีบีเอสเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า สื่ออื่นๆ เช่น สำนักข่าวบางแห่งมีคนทำงาน 10-20 คน แต่สามารถนำเสนอข่าว ลงพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนามรายงานสด ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ผลงานข่าวโดดเด่น
น่าสนใจ มีผู้ติดตามจำนวนมาก”
“ไทยพีบีเอส เงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ้างบริษัทผลิตรายการ ค่าผลิตรายการก็แพงใช่ย่อย ค่าจ้างผู้ดำเนินรายการจากภายนอกหลายรายการก็ไม่ใช่ถูกๆ พูดกันแต่ว่า ไทยพีบีเอสไดัเงินและใช้เงินปีละ 2,000 ล้านบาท น้อยเกินไป แต่ความจริงใช้เงินจากรายได้อื่น ได้แก่ ค่าบำรุงโครงข่ายปีละประมาณ 400 ล้านบาท ดอกเบี้ย ฯลฯ รวมแล้วก็ปาเข้าไปปีละประมาณ 2,600-2,800 ล้านบาท”
“ไม่ต้องตะลึง นี่คือความจริง เป็นความจริงของสื่อสาธารณะที่มีสโลแกน “โปร่งใส ตรวจสอบได้”พร้อมๆ ไปกับเสียงคัดค้าน ต่อต้านของเครือข่ายและมวลหมู่พันธมิตรที่แสดงปฏิกิริยาไม่พอใจพรรคภูมิใจไทยที่จะเข้ามาฮุบไทยพีบีเอสไปเป็น “สื่อของรัฐ” ทำให้สูญเสียความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ด้วยเหตุที่เปลี่ยนแหล่งรายได้จากภาษีบาปไปเป็นการให้เงินงบประมาณแผ่นดิน ขอให้ถอนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่กำลังรับฟังความคิดเห็นออกไปจากกระบวนการตรากฎหมาย”
“ระหว่างนี้ มีข่าวในสื่อต่างๆ ว่า สตง.ได้เข้ามาตรวจสอบการใช้เงิน บางเรื่องได้สรุปผลแจ้งกลับมาที่ไทยพีบีเอสแล้ว และบางเรื่องก็ใกล้จะสรุป เช่น การใช้รถส่วนกลางซ้ำซ้อน ระดับบริหารได้ทั้งเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือนและยังใช้รถส่วนกลาง อาจถูก สตง.เสนอแนะให้เรียกเงินคืนสำหรับผู้ที่ใช้รถไม่ถูกต้อง ปัญหาการจัดซื้อจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงที่ขัดต่อกฎหมาย การจ้างผู้ดำเนินรายการภายนอกราคาแพง ฯลฯ”
“ข่าวครึกโครมแบบนี้อาจบีบหัวใจคนที่คัดค้านการเสนอแก้กฎหมายที่มาของแหล่งรายได้ไม่มากก็น้อย หรือไม่รู้สึกอะไรเลยก็เป็นไปได้ แต่ผู้รักความเป็นธรรมและยอมรับความจริงย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สภาพเช่นนี้ได้ลดทอนความน่าเชื่อถือที่มีต่อไทยพีบีเอสไม่น้อย”
สรุปจากที่ “บุญเลิศ คชายุทธเดช” ทิ้งท้ายว่า หาก“ไทยพีบีเอส” อยากอยู่รอดในฐานะ“สื่อสาธารณะ” เพื่อทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเที่ยงตรง เป็นธรรม และมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ก็ต้องทำให้ได้ดังนี้ คือ
“ไม่โน้มเอียงไปสู่การสร้างเวทีและพื้นที่ให้ตัวเองและเครือข่ายพวกเดียวกันเป็นหลัก..กล้านำเสนอ กล้ายอมรับว่า องค์กรก็มีปัญหาใช้เงินจากภาษีบาปอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ถูกต้อง” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

