อย่าเพิ่งถอดใจ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เจาะลึกกลยุทธ์ งัดข้อผังเมือง กทม. ใช้ดาบอาญาสิทธิ์ สทนช. ทวงคืนแก้มลิง

5 ตุลาคม 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์นโยบายและยุทธศาสตร์การจัดการผังเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ต่อให้ประชาชนไปลงชื่อคัดค้านเป็นหมื่นเป็นแสน สุดท้ายก็ไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องทำตามคำร้องอยู่ดี…”
ประโยคนี้กลายเป็นกระแสที่ถูกส่งต่อจนทำให้หลายคนที่ร่วมลงชื่อทวงคืนพื้นที่แก้มลิงเริ่มถอดใจ เพราะคิดว่าการต่อสู้กับร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ คงไม่มีทางชนะอำนาจฝ่ายบริหาร หรือต่อให้ยื่นเรื่องไป สุดท้ายก็คงถูกปัดตกอย่างเงียบ ๆ อยู่ดี
แต่ในความเป็นจริงของกลไกกฎหมายและการบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ คำกล่าวนี้ “จริงแค่ครึ่งเดียวในเรื่องดุลยพินิจ แต่ผิดมหันต์ในแง่โครงสร้างอำนาจ”
1. กฎหมายบังคับ "ต้องพิจารณา" กทม. ไม่มีสิทธิ์โยนคำร้องทิ้ง
ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 กฎหมายไม่ได้เขียนคำสั่งสำเร็จรูปว่าประชาชนขออะไรแล้ว กทม. ต้องอนุมัติตามนั้น 100% แต่สิ่งที่กฎหมาย “บังคับแบบไม่มีข้อยกเว้น” คือ กทม. ไม่มีสิทธิ์เพิกเฉยหรือโยนคำร้องทิ้ง
ทุกข้อเรียกร้องที่ขอให้บรรจุโครงการบึงรับน้ำสาธารณะ (แก้มลิง) 6 แห่งฝั่งตะวันออกกลับเข้ามา และทุกเสียงที่คัดค้านการเปลี่ยนสีผังเมืองฝั่งตะวันตกและฝั่งใต้ จะต้องถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ ต้องทำรายงานสรุปเหตุผลทางวิชาการชี้แจง และต้องส่งต่อไปยังคณะกรรมการที่ปรึกษาผังเมืองรวม จนถึงคณะกรรมการผังเมืองระดับประเทศพิจารณา
2. อำนาจไม่ได้จบที่เสาชิงช้า ยังมี "ยักษ์ใหญ่ สทนช." คุมทั้งแผ่นดิน
หลายคนกำลังลืมไปว่า อำนาจชี้ขาดทิศทางน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ไม่ได้จบลงที่ศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้า
เพราะบนโครงสร้างกฎหมายไทย ยังมี "ยักษ์ใหญ่" อีกตัวหนึ่งที่ถือดาบอาญาสิทธิ์เหนือน้ำทั้งแผ่นดิน ยักษ์ที่ชื่อว่า สทนช. (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ)
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “แล้วที่ผ่านมา ยักษ์ตัวนี้ไปอยู่ที่ไหน ทำไมปล่อยให้ร่างผังเมือง กทม. ตัดพื้นที่แก้มลิงต้นทางออก และหดลดพื้นที่สีเขียวลายแนวทางน้ำหลาก (Floodway) เพื่อเปิดทางให้อสังหาริมทรัพย์ได้?”
คำตอบคือ ที่ผ่านมาระบบราชการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) กทม. เริ่มยกร่างผังเมืองขึ้นมาก่อน ขณะที่ “ผังน้ำ” ของ สทนช. เพิ่งจัดทำแบบจำลองชลศาสตร์ระดับลุ่มน้ำเสร็จตามมาทีหลัง ทำให้เกิดช่องว่างสุญญากาศที่ฝ่ายวางผังเมืองอาศัยจังหวะนี้ขีดเขียนสีการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยไม่ได้บูรณาการกับแนวทางการไหลของน้ำธรรมชาติ และโดยธรรมชาติของ สทนช. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับนโยบายระดับชาติ หากไม่มีข้อพิพาทหรือไม่มีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ยักษ์ตัวนี้ก็มักจะไม่ลงมาขยับในรายละเอียดของท้องถิ่น
3. พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ มาตรา 56: ดาบอาญาสิทธิ์เหนือกฎกระทรวงผังเมือง
แต่วันนี้บริบททางกฎหมายเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง!
เมื่อผังน้ำระดับลุ่มน้ำของ สทนช. มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย อาวุธที่ทรงพลังที่สุดจึงเกิดขึ้นผ่าน มาตรา 56 แห่ง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างเด็ดขาดว่า:
"การใช้ประโยชน์ที่ดินในระบบทางน้ำตามผังน้ำ จะต้องไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำ หรือกีดขวางการไหลของน้ำในระบบทางน้ำ"
กฎกระทรวงผังเมืองรวม กทม. มีศักดิ์ทางกฎหมายต่ำกว่า พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ หาก กทม. ยังดึงดันจะตัดแก้มลิง 6 แห่งฝั่งตะวันออก หรือถมดินเปลี่ยนสีผังเมืองฝั่งตะวันตกและใต้จนปิดกั้นเส้นทางระบายน้ำหลาก ผังเมืองฉบับนี้จะเข้าข่าย “ขัดต่อกฎหมายแม่บทด้านน้ำของประเทศทันที”
นอกจากนี้ สทนช. ยังเป็นเลขาธิการของ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวง ข้ามท้องถิ่น ไม่ให้ กทม. บริหารจัดการน้ำแบบตัดขาดจากเพื่อนบ้าน แล้วผลักภาระน้ำท่วมไปให้จังหวัดปริมณฑลรอบข้าง
3 แนวทางเชิงรุก ปลุก สทนช. ลงมาสู้ร่วมกับประชาชน
การที่ประชาชนร่วมกันส่งเสียงและยื่นคำร้องคัดค้านร่างผังเมือง จึงไม่ใช่แค่การส่งจดหมายไปอ้อนวอนขอความเห็นใจ แต่มันคือการ สร้างหลักฐานทางกฎหมาย (Legal Paper Trail) อย่างเป็นทางการ
หากเราต้องการดึง สทนช. เข้ามาช่วยอย่างเป็นรูปธรรม ภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญสามารถดำเนินการได้ทันทีผ่าน 3 ช่องทางนี้:
ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงเลขาธิการ สทนช. โดยตรง: ขอให้ตรวจสอบร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ ว่าขัดต่อแนวผังน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างหรือไม่ โดยเฉพาะการตัดบึงรับน้ำสาธารณะ 6 แห่งฝั่งตะวันออก และการถมดินเปลี่ยนสีผังเมืองในแนวทางน้ำหลาก
เสนอวาระผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา: ใช้กลไกตัวแทนภาคประชาชนในคณะกรรมการลุ่มน้ำ ตั้งกระทู้หรือเสนอวาระด่วน เพื่อให้มีมติอย่างเป็นทางการส่งความเห็นเชิงแย้งไปยังผู้บริหาร กทม.
ขอให้ สทนช. ส่งความเห็นแย้งอย่างเป็นทางการ: ผลักดันให้ สทนช. ยื่นบันทึกข้อคัดค้านเข้าสู่กระบวนการประชุมของคณะกรรมการผังเมืองระดับชาติ (กรมโยธาธิการและผังเมือง) เพื่อให้เกิดบันทึกข้อโต้แย้งทางวิชาการและกฎหมายลงในรายงานการประชุมอย่างชัดเจน
มาร่วมกันส่งเสียง ทวงคืนพื้นที่รับน้ำก่อนสายเกินไป!
เมื่อมีคำร้องชี้ชัดว่าระบบอุโมงค์ยักษ์เกิดภาวะคอขวดเพราะขาดแก้มลิงหน่วงน้ำต้นทาง และข้อเท็จจริงนี้ถูกนำไปผูกโยงกับ "ผังน้ำของ สทนช." กทม. จะถูกบีบด้วยข้อมูลทางวิศวกรรมชลศาสตร์และกรอบกฎหมายน้ำทันที หากฝ่ายบริหารเมืองยังยืนยันจะปฏิเสธ เอกสารคำร้องเหล่านี้จะกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่นำไปยื่นให้ สทนช. ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้ามาระงับ หรือนำไปฟ้องร้องต่อ ศาลปกครอง เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวได้ทันที
อย่าเพิ่งหมดหวัง อย่าเพิ่งถอดใจกับคำว่า "ไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องทำตาม"
ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคน: ร่วมกันแชร์บทวิเคราะห์นี้ ร่วมลงชื่อ และร่วมยื่นคำร้องคัดค้านร่างผังเมืองรวม กทม. รวมถึงส่งเสียงไปยัง สทนช. เพื่อปกป้องพื้นที่แก้มลิงและทางน้ำหลากของเมืองหลวงไว้ให้ลูกหลานของเรา ก่อนที่เส้นตายทางกฎหมายจะปิดลง!
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์นโยบายและยุทธศาสตร์การจัดการผังเมือง
5 ตุลาคม 2569
#ณัฏฐ์มงคลนาวิน #ผังเมืองกทม #ผังน้ำ #สทนช #แก้มลิง6แห่ง #ทวงคืนแก้มลิง #น้ำท่วมกรุงเทพ #ผังเมืองรวมกทม #สิ่งแวดล้อมเมือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

