ของแพง-น้ำมันพุ่ง ดัน‘เงินเฟ้อ’ก.ย.พรวด2.82%

07นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เดือนกันยายน 2569 เท่ากับ 102.93 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 2.82% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความยืดเยื้อ ขณะเดียวกันราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหารสด อาทิ ไข่ไก่ ไก่สด ผักสด
จากการสำรวจรายการสินค้าและบริการที่นำมาคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ทั้งหมด 464 รายการ พบว่า ปรับตัวสูงขึ้นถึง 301 รายการ , ลดลง 132 รายการ และทรงตัว 31 รายการ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 9 เดือนแรกของปี 2569 สูงขึ้น 1.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเมื่อเทียบกับ 139 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ไทยอยู่อันดับ 39 และเป็นอันดับ 5 ในกลุ่มประเทศอาเซียน สูงกว่า บรูไน , มาเลเซีย , สิงคโปร์ แต่ต่ำกว่า อินโดนีเซีย , กัมพูชา , เวียดนาม , ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว
นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สนค. ได้ทำการปรับกรอบประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 จากเดิม 1.5%-2.5% เป็น 1.8%-2.2% โดยค่ากลางยังอยู่ที่ประมาณ 2% เนื่องจากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยพลังงานเป็นตัวดันสำคัญ ถือเป็นปัจจัยหลักที่สมทบ (Contribution) ต่อเงินเฟ้อ 1.85 หรือคิดเป็น 60% หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูง เมื่อเทียบกับฐานราคาปีก่อนที่ลดลงต่อเนื่อง จะทำให้แรงส่งด้านพลังงานเป็นปัจจัยหนุนเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี
สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้เงินเฟ้อเป็นบวกในช่วงปลายปี ได้แก่ ราคาน้ำมันจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังไม่สงบ การส่งผ่านต้นทุนไปยังอาหารสดและอาหารสำเร็จรูป ค่าเดินทางที่ปรับสูงขึ้น และสินค้าเกษตรที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ รวมถึงความต้องการผักสดในช่วงเทศกาลกินเจ ขณะที่ปัจจัยกดดันเงินเฟ้อ ได้แก่ ค่าไฟฟ้าและสินค้าของใช้ส่วนบุคคลบางรายการที่มีแนวโน้มปรับลดลง
ในส่วนผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สนค.ประเมินว่าจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อภาพรวมค่อนข้างจำกัด โดยดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1% เท่านั้น กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผักสด โดยเฉพาะผักใบอ่อนและพืชอายุสั้น เนื่องจากได้รับผลกระทบทั้งด้านผลผลิตและการขนส่ง แต่สถานการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ จึงยังไม่ส่งผลรุนแรงต่อดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวม
“ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเงินเฟ้อประมาณ 0.1% หลัก ๆ มาจากผักสด ซึ่งมีน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อ แต่ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาค เป็นลักษณะเฉพาะบางพื้นที่” นายนันทพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ สนค.เปรียบเทียบกับสถานการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 พบว่า ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม เงินเฟ้อไม่ได้ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังน้ำลด ครัวเรือนต้องนำเงินไปใช้ซ่อมแซมบ้านเรือนและชดเชยรายได้ที่สูญหาย ส่งผลให้การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคลดลง โดยข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์พบว่าค่าใช้จ่ายจริงของครัวเรือนที่ประสบภัยลดลงประมาณ 29.7% ซึ่งเป็นแรงกดดันให้อัตราเงินเฟ้อลดลงในระยะถัดมา Pasted markdown
สำหรับทิศทางเดือนตุลาคม สนค. มองว่ายังต้องติดตาม 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อผักสด และความต้องการสินค้าในช่วงเทศกาลกินเจ อาจทำให้ราคาอาหารบางประเภทปรับขึ้น ขณะที่ภาพรวมเงินเฟ้อทั้งปียังคาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบ 1.8-2.2% โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานทางเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ขยายตัว 2.0-2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 85-95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปี 32.40-32.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

