ไม่ใช่แค่ระบายแต่ต้องเก็บ! ‘สุวินัย’ หนุน ‘อนุทิน’ เอาแก้มลิงของคนกรุงเทพฯ กลับคืนมา

สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
ขอบคุณนายกฯ อนุทิน : เอาแก้มลิงของคนกรุงเทพฯ กลับคืนมา
หลังจากคนกรุงเทพฯ ต้องอยู่กับคำว่า “น้ำรอการระบาย” มานานหลายปี วันนี้อย่างน้อย เราเริ่มได้ยินอีกคำหนึ่งกลับเข้ามาอยู่ในวงสนทนาของผู้กำหนดนโยบาย คำนั้นคือ “แก้มลิง”
วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
กล่าวภายหลังรับฟังข้อเสนอเรื่องแก้มลิงรอบกรุงเทพฯ ว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ไปศึกษาแนวทางเพิ่มพื้นที่รับและกักเก็บน้ำรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมทั้งให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ตรวจสอบอำนาจหน้าที่ว่า สามารถเข้าไปดำเนินโครงการแก้มลิงได้โดยตรงหรือไม่ และที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่า หากดำเนินการได้รัฐบาลพร้อมเดินหน้าและมีงบประมาณรองรับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ ควรกล่าวคำหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา
<< ขอบคุณครับ นายกฯ อนุทิน >>
แต่คำขอบคุณครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า เรื่องแก้มลิงกรุงเทพฯ จบแล้ว ตรงกันข้าม มันเพิ่งเริ่มต้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ยังเป็นเพียงการสั่งให้ศึกษา และตรวจสอบอำนาจในการดำเนินการ ยังไม่ใช่การอนุมัติโครงการ ยังไม่มีพื้นที่รับน้ำแห่งใดกลับคืนมา และยังไม่มีน้ำแม้แต่หนึ่งลูกบาศก์เมตร ที่ถูกเก็บเพิ่มขึ้นจากคำสั่งนี้ ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำต่อไป ไม่ใช่ประกาศชัยชนะ แต่คือจับตาดูว่า
<< Policy Signal วันนี้ จะกลายเป็น Policy Implementation เมื่อใด >>
เรื่องนี้สำคัญ เพราะปัญหาน้ำของกรุงเทพฯ ไม่ควรถูกคิดด้วยตรรกะเรื่อง “ระบายออกให้เร็วที่สุด”
เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครที่กำลังเผชิญ ฝนสุดขั้ว การขยายตัวของเมือง พื้นที่ซึมน้ำที่ลดลง และความไม่แน่นอนของภูมิอากาศ จำเป็นต้องมีพื้นที่สำหรับให้น้ำอยู่ด้วย
น้ำบางส่วนต้องระบาย แต่น้ำบางส่วนต้องพัก
และน้ำบางส่วน ควรถูกเก็บไว้ใช้ในเวลาที่เราต้องการมัน นี่คือเหตุผลพื้นฐานที่สุดของ แก้มลิง
ความจริงแล้ว แก้มลิง ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “บ่อน้ำ” มันคือ Infrastructure ของเมือง เช่นเดียวกับถนนอุโมงค์ระบายน้ำ คลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำพื้นที่รับน้ำก็เป็นส่วนหนึ่ง ของระบบป้องกันเมืองเช่นเดียวกัน คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “ที่ดินตรงนี้มีราคาเท่าไร?” (วิธีคิดแคบแค่นี้ของผู้ว่าชัชชาติน่าโมโหมาก) แต่ต้องถามอีกด้านด้วยว่า ถ้าไม่มีพื้นที่รับน้ำอย่างแก้มลิงคู้บอน
น้ำท่วมหนึ่งครั้งมีราคาเท่าไร?
บ้านเรือนเสียหายเท่าไร?
ธุรกิจหยุดชะงักเท่าไร?
การเดินทางเสียเวลาเท่าไร?
รัฐต้องใช้งบประมาณเยียวยาเท่าไร?
และชีวิตของประชาชน ต้องแบกรับต้นทุนอีกเท่าไร? (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
เพราะฉะนั้น คำว่า “แก้มลิงไม่คุ้มค่า” (ขออภัยที่ผู้เขียนปรี้ดทุกทีเมื่อได้ยิน) จะพูดได้ก็ต่อเมื่อ เราเอาต้นทุนทั้งสองด้านมาวางบนโต๊ะเดียวกัน ด้านหนึ่งคือ Cost of Prevention อีกด้านหนึ่งคือ Cost of Flooding แล้วจึงค่อยถามว่า อะไรแพงกว่ากัน (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ผมจึงเห็นด้วยกับแนวคิดของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้มองน้ำหลากเพียงในฐานะสิ่งที่ต้องรีบสูบทิ้ง แต่ยังมองว่า น้ำที่กักเก็บไว้ สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในฤดูแล้งได้ นี่คือการเปลี่ยนคำถามจาก “จะเอาน้ำออกจากกรุงเทพฯ อย่างไร” ไปเป็น “จะบริหารน้ำของกรุงเทพฯ อย่างไร” (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) สองคำถามนี้ ฟังดูคล้ายกัน แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ ต่างกันมาก
อย่างไรก็ตาม จากวันนี้ไป ผมคิดว่ามีเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลควรทำให้ชัด นั่นคือ อย่าศึกษาเรื่องแก้มลิงแบบแยกเป็นโครงการเล็ก ๆ กระจัดกระจาย แต่ควรมองทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่รับน้ำด้านเหนือและตะวันออก คลองสายหลัก Floodway พื้นที่หน่วงน้ำ สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำ ไปจนถึงจุดระบายน้ำออกสู่แม่น้ำและทะเล เพราะน้ำไม่รู้จักเขตการปกครอง มันไม่รู้ว่า ตรงไหนคือกรุงเทพมหานคร ตรงไหนคือกรมโยธาธิการและผังเมือง ตรงไหนคือกรมชลประทาน หรือตรงไหนคือจังหวัดปริมณฑล น้ำรู้เพียงอย่างเดียวว่า มันจะไหลไปตามภูมิประเทศ ระบบบริหารน้ำของรัฐ จึงต้องคิดให้เป็นระบบเดียวกันเช่นกัน
และในระบบนั้น เรื่องแก้มลิงฝั่งตะวันออก รวมถึงบึงคู้บอน สมควรถูกนำกลับมาศึกษาอย่างจริงจังอีกครั้ง (ขีดเส้นใต้ตรงนี้) ไม่ใช่เพราะประชาชนกลุ่มหนึ่งเรียกร้อง แต่เพราะเราต้องตอบคำถามทางวิศวกรรมและผังเมืองให้ได้ว่า พื้นที่เหล่านี้ มีบทบาทต่อระบบรับน้ำของกรุงเทพฯ มากเพียงใด หากจำเป็น ก็ต้องรักษาไว้ หากต้องขยาย ก็ต้องขยาย และหากมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า ถูกกว่า และรับน้ำได้มากกว่า ก็ต้องนำตัวเลขมาเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็น เรื่องนี้ไม่ควรตัดสินด้วยความเชื่อ ควรตัดสินด้วย Hydrology + Engineering + Economics (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ผมจึงอยากเห็นขั้นตอนต่อจากนี้ง่าย ๆ
จาก Study
ไปสู่ Design
จาก Design
ไปสู่ Budget
และจาก Budget
ไปสู่ Construction
จนในที่สุด
กลายเป็น Flood Resilience
ของกรุงเทพมหานครจริง ๆ
วันนี้ ผมยังไม่เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ชัยชนะของฝ่ายใด
ไม่ใช่ชัยชนะของนักการเมือง ไม่ใช่ชัยชนะของนักเคลื่อนไหว และไม่ควรเป็นชัยชนะของฝ่ายหนึ่ง เหนืออีกฝ่ายหนึ่ง หากโครงการที่เหมาะสมเกิดขึ้นจริง ผู้ชนะควรมีเพียงฝ่ายเดียว คือคนกรุงเทพฯ
เพราะเมื่อฝนตกหนัก น้ำไม่ได้ถามว่า บ้านหลังนี้เลือกใคร ไม่ได้ถามว่า คนบนถนนสนับสนุนพรรคไหน และไม่ได้ถามว่า ใครเป็นผู้ว่าฯ หรือใครเป็นนายกรัฐมนตรี น้ำเพียงไหล ไปตามทางของมัน
หน้าที่ของรัฐ คือเตรียมทางให้น้ำ ก่อนที่น้ำจะเลือกทางของมันเอง
ดังนั้น วันนี้ผมขอกล่าวอีกครั้งว่า ขอบคุณนายกฯ อนุทิน ที่อย่างน้อยได้เปิดประตูเรื่องแก้มลิงกลับขึ้นมาอีกครั้ง แต่หลังจากคำขอบคุณ ผมมีคำขออีกหนึ่งประโยค อย่าหยุดอยู่ที่การศึกษา ถ้าผลการศึกษายืนยันว่า กรุงเทพฯ จำเป็นต้องมีพื้นที่รับน้ำเหล่านี้ ก็ขอให้รัฐบาลเดินหน้าทำ เอาพื้นที่รับน้ำที่เมืองจำเป็นต้องมี กลับมาอยู่ในระบบบริหารน้ำ และทำให้มันเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงสร้างป้องกันกรุงเทพฯ ในระยะยาว เพราะในโลกที่ฝนสุดขั้ว กำลังกลายเป็นเรื่องที่เราต้องเผชิญบ่อยขึ้น เมืองที่ฉลาด ไม่ใช่เมืองที่เก่งที่สุด ในการสูบน้ำทิ้ง แต่คือเมืองที่รู้ว่า เมื่อไรควรระบาย เมื่อไรควรหน่วง และเมื่อไรควรเก็บ ขอบคุณครับ นายกรัฐมนตรี จากนี้ไป ช่วยทำให้คำว่า “แก้มลิง” กลับมาเป็นส่วนหนึ่ง ของอนาคตกรุงเทพฯ อีกครั้ง
~ สุวินัย ภรณวลัย
มหาวิทยาลัยไร้รอย
ขอบคุณเฟซบุ๊ก : สุวินัย ภรณวลัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

