'ดร.การดี' ซัด แก้มลิง กทม. เพิ่ม แต่ความจุน้ำหายไป 5 เท่า

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรงเทพฯ ทำให้เกิดน้ำท่วมขังหลายพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถเดินทางไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ และในเวลาต่อมาเกิดเป็นดรามาเกี่ยวกับโครงการแก้มลิง ซึ่งกลสบเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์สนั่นสังคม
ล่าสุดวันนี้ 9 ตุลาคม 2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ภาพบนเฟซบุ๊กร่ายยาวถึงโครงการแก้มลืงที่ กทม. 34 แห่ง เพิ่มขึ้นมาเป็น 38 แห่ง ระบุว่า "กทม. มีแก้มลิงเพิ่มจาก 34 เป็น 38 แห่งเมืองรับได้น้ำได้มากขึ้นจริงเหรอ?

แก้มลิงที่เพิ่มแล้ว 4 แห่ง รับน้ำได้รวม 283,700 ลบ.ม.
แก้มลิงที่จะทำเพิ่มอีก 7 โครงการ รับน้ำได้ราว 290,000 ลบ.ม.
บึงรับน้ำเดิมที่หายไป 3 แห่ง ได้แก่ คู้บอน ลำหม้อแตก และคลองสามวา รับน้ำได้รวม 2,960,000 ลบ.ม.
เมื่อหักลบแล้ว ความจุที่หายไปมากกว่าความจุที่เพิ่มขึ้นและที่วางแผนไว้รวมกันราว 5 เท่า บึงคู้บอนแห่งเดียวก็รับน้ำได้ 870,000 ลบ.ม. ซึ่งมากกว่าแก้มลิงใหม่ทั้ง 11 แห่งรวมกัน
ดังนั้น "จำนวนแก้มลิง" จึงไม่ได้บอกว่าเมืองปลอดภัยขึ้นหรือไม่ สิ่งที่ต้องดูคือ "ความจุสุทธิ" ว่าเมืองรับน้ำได้กี่ลูกบาศก์เมตร
เมื่อวานที่สภา หัวหน้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งกระทู้ถามสด รมช.มหาดไทย (คุณวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์) ซึ่งกำกับดูแล กทม. (ซึ่งจริงๆอยากให้อ.ชัชชาติมาตอบ) ประเด็นที่เกี่ยวกับระดับน้ำและความสามารถรับน้ำของเมืองมีดังนี้ค่ะ
1. พร่องน้ำไม่พอก่อนพายุเข้า
ข้อมูลช่วง 20–21 ก.ย. ชี้ว่าระดับน้ำในคลองถูกพร่องออกน้อยกว่าที่ควร รมช.ยอมรับว่าจะให้ กทม. อธิบายเหตุผลโดยอิงหลักวิทยาศาสตร์ หากอธิบายไม่ได้ก็ต้องตั้งกรรมการสอบ
2. ระบบระบายน้ำทำงานไม่เต็มกำลัง
อุโมงค์ยักษ์คลองแสนแสบทำงานได้เพียง 63% ประตูระบายน้ำพระโขนงทำงานได้ 50% และมีเครื่องสูบน้ำเสียในจุดสำคัญ รมช.ยอมรับว่าการประสานงานมีปัญหาจริง
3. บึงคู้บอน: แก้มลิงที่ผ่านทุกขั้นตอนแล้วแต่ถูกยกเลิก
โครงการนี้อยู่ในแผนตั้งแต่ปี 2556 ผ่านประชาพิจารณ์ และเดินหน้าถึงขั้นเตรียมออก พ.ร.ฎ.เวนคืนในปี 2565 ต่อมาถูกทบทวนในปี 2566 และยกเลิกอย่างเป็นทางการในปี 2569 ขณะที่ร่างผังเมืองใหม่ทำให้พื้นที่สีเขียวฝั่งตะวันออกลดลงอย่างเห็นได้ชัด คุณอภิสิทธิ์ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องธุรกรรมที่ดินโดยรอบ และ รมช.รับไปตรวจสอบ
"อุโมงค์กับแก้มลิงช่วยเรื่องน้ำท่วมคนละลักษณะ"
อุโมงค์ช่วยเร่งระบายน้ำออก ส่วนแก้มลิงช่วยพักน้ำไว้ในจังหวะที่น้ำทะเลหนุนและระบายไม่ได้ ถ้าเราตัดพื้นที่พักน้ำทิ้งแล้วหวังพึ่งอุโมงค์เพียงอย่างเดียว เมื่ออุโมงค์ทำงานได้แค่ 63% เมืองก็ไม่มีแผนสำรองเหลืออยู่
สิ่งอยากชวนคิดไปต่อ
1. วัดผลด้วยความจุสุทธิ ไม่ใช่จำนวนแห่ง
กทม. ควรรายงาน "บัญชีความจุรับน้ำ" ทุกปี โดยแสดงทั้งความจุที่เพิ่ม ความจุที่หายไป และยอดสุทธิในรายงานเดียวกัน
2. เปิดข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์เป็น Open Data
ระดับน้ำในคลอง แผนและผลการพร่องน้ำ สถานะเครื่องสูบ และอัตราการทำงานของอุโมงค์และประตูระบายน้ำ ควรเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้ นักวิจัย นักวิชาการใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์แจ้งเตือนได้
3. ผังเมืองต้องผ่าน "การทดสอบความจุรับน้ำ" ก่อนประกาศใช้
การเปลี่ยนสีพื้นที่รับน้ำต้องมีพื้นที่ทดแทนที่มีความจุเท่ากันหรือมากกว่า และระบุไว้ชัดเจนในผังเมืองเดียวกัน
ดูเต็มๆได้ตาม link นี้ค่ะ https://www.youtube.com/watch?v=yTwflZTY8Z4"





ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก การดี เลียวไพโรจน์ - Karndee Leopairote
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

