คลินิกสิ่งแวดล้อม:ทำความรู้จัก พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

คลินิกสิ่งแวดล้อม
ทำความรู้จัก พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535
ปัจจุบันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับ การลักลอบทิ้ง จากสารเคมีขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือวัตถุอันตรายเป็นปัญหาที่ขยายควบคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากความรับผิดในทางแพ่ง ในเรื่องละเมิดแล้วปัจจุบันในประเทศไทยได้มีกฎหมายซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่พ.ศ 2535 คือ พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 โดยกฎหมายดังกล่าวได้นิยามครอบคลุมสารหรือวัตถุ 10 ลักษณะ ได้แก่ วัตถุระเบิดได้ วัตถุไวไฟ วัตถุออกซิไดซ์และเปอร์ออกไซด์ วัตถุมีพิษ วัตถุที่ทำให้เกิดโรค วัตถุกัมมันตรังสี วัตถุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วัตถุกัดกร่อน วัตถุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดอันตราย โดยในส่วนของขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste)นั้น จัดเป็นวัตถุอันตรายตามกฎหมาย โดยได้รับการบรรจุอยู่ใน บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ของ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมบัญชี 5.2 ของเสียเคมีวัตถุ ลำดับที่ 2.18 และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ซึ่งเป็นประเภทที่ควบคุมเข้มงวด
ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญาสูงสุดถึง จำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท(ตามมาตรา 74 ผลิต นำเข้า ครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 4)
นอกจากนี้กฎหมายดังกล่าวยังมีลักษณะพิเศษคือกำหนดให้ ผู้แทนนิติบุคคลร่วมรับผิดในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
ในกฎหมายดังกล่าวได้นิยามเกี่ยวกับ วัตถุอันตรายไว้ 4 ชนิด โดยจัดกลุ่มตามความจำเป็นและระดับความเข้มงวดในการควบคุมวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 มีอันตรายน้อย การดำเนินกิจกรรมต้อง "ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด" ไม่ต้องแจ้งหรือขออนุญาตล่วงหน้า แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน
วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 มีอันตรายสูงขึ้นมา การดำเนินกิจกรรมต้อง แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน และต้องขึ้นทะเบียนในบางกรณีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 มีอันตรายสูง การดำเนินกิจกรรมต้อง ได้รับใบอนุญาต และต้องขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายก่อนจึงจะประกอบกิจการได้วัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีอันตรายร้ายแรงมาก ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง โดยเด็ดขาด และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกัน 6 หน่วยงาน จาก 4 กระทรวง ได้แก่
- กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ดูแลเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. กระทรวงสาธารณสุข ดูแลวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน หรือทางสาธารณสุข เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาฆ่าเชื้อ ยาจุดกันยุง
- กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลสารเคมีทางการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยบางประเภท
- กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลวัตถุอันตรายที่ใช้ในงานปศุสัตว์กรมประมง
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลวัตถุอันตรายที่ใช้ในการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
- กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ดูแลวัตถุอันตรายที่เป็นก๊าซปิโตรเลียม
เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติ อัตราโทษ รวมถึงหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายแล้ว จะเห็นได้ว่าเกี่ยวกับวัตถุอันตรายเช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายรวมถึงมีกฎหมายที่ มีบทบัญญัติที่ ครอบคลุมเพียงพอที่จะบังคับใช้และป้องกันและปราบปรามการ จัดการวัตถุอันตรายเป็นอย่างดี เพียงแต่ปัจจุบันปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย law enforcement ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ ที่ทำให้ผู้กระทำความผิด หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด ยังคงละเลย กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเป็นจำนวนมาก และจากปัญหา law enforcement อาจจะทำให้ประเทศไทยกำลังเป็นศูนย์ใหญ่ในการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

