“ยศชนัน” เผยครม.ไฟเขียวขยายผล "TraffyFondue" เป็นบริการกลางภาครัฐทั่วประเทศ

“ยศชนัน” เผยครม. เห็นชอบขยายผลการใช้ "TraffyFondue" เป็นบริการกลางภาครัฐทั่วประเทศ ยกระดับแก้ปัญหาเมืองโปร่งใส-รวดเร็ว ยกผลสำเร็จ กทม.ใช้แก้ปัญหาเมืองปชช.พอใจสูง
วันที่ 23 ก.ย.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว). เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์มรับแจ้งและบริหารจัดการปัญหาเมือง (Traffy Fondue) เป็นแพลตฟอร์มกลางของประเทศไทย พร้อมมอบหมายให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานในกำกับของรัฐในทุกจังหวัดทั่วประเทศ พิจารณานำแพลตฟอร์มดังกล่าวมาใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการรับแจ้งเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชน และเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ขึ้นตั้งแต่ปี 2561 เพื่อเป็นบริการกลางในการรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ของประชาชนทั่วประเทศ และยกระดับการบริการภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยมีลักษณะเป็นระบบรวมศูนย์การรับแจ้ง (Single Point of Contact) ที่นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งานร่วมกัน ซึ่งมีจุดเด่นในการจัดเก็บข้อมูลปัญหาด้วยภาพถ่ายและระบุพิกัด GPS อัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนและงบประมาณของรัฐ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนรายงานปัญหาผ่านแอปพลิเคชัน LINE ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งสามารถติดตามความคืบหน้า ให้คะแนนความพึงพอใจ และตรวจสอบความโปร่งใสได้ทันที
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีหน่วยงานใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวในพื้นที่ 37 จังหวัด รวม 22,577 หน่วยงาน ครอบคลุมประชากรไม่น้อยกว่า 34 ล้านคน มีการรับแจ้งเรื่องรวมทั้งสิ้น 1,944,956 เรื่อง และแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้นแล้ว 1,500,633 เรื่อง หรือคิดเป็นร้อยละ 77 โดยหน่วยงานที่มีการใช้งานสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, การไฟฟ้านครหลวง, สำนักงาน กสทช. และศูนย์บริการภาครัฐเพื่อประชาชน (สายด่วน GCC 1111) ตามลำดับ โดยประเภทเรื่องที่มีการแจ้งสูงสุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ไฟฟ้า, ถนน, ทางเท้า, การผิดกฎจราจร และความสะอาด
สำหรับความสำเร็จในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ปี 2565-2569 มีการแจ้งเรื่องรวม 1,247,909 เรื่อง ช่วยลดระยะเวลาแก้ไขปัญหาจากเดิมเฉลี่ย 13 วัน เหลือเพียง 2 วัน หรือคิดเป็นร้อยละ 77 และประชาชนมีความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 81 โดยเฉพาะในสถานการณ์ภัยพิบัติ เช่น เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 กทม. ได้นำแพลตฟอร์มนี้มาใช้รับแจ้งรอยร้าวในอาคารจำนวน 18,628 เรื่อง ซึ่งสำนักการโยธา กทม. ดำเนินการแล้วเสร็จถึงร้อยละ 92 และประชาชนมีความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 96 นอกจากนี้ ยังช่วยขับเคลื่อนโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และสร้างฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ (Data-Driven Policy) ในการวางแผนงบประมาณและจัดสรรบุคลากรของ กทม. อีกด้วย
“ที่ผ่านมา กระทรวงต่างๆ นำ Traffy Fondue ไปปรับใช้งานตามภารกิจ อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรมนำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ไปใช้งานในระบบที่เรียกว่า “แจ้งอุต” ซึ่งเป็นช่องทางให้ประชาชนแจ้งเรื่องร้องเรียนและปัญหาเกี่ยวกับการประกอบกิจการอุตสาหกรรมกระทรวงศึกษาธิการ นำ Traffy Fondue for Education ยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษากระทรวงแรงงาน เริ่มทดลองใช้ “Traffy Fondue” ดูแลพี่น้องแรงงาน 45 ล้านคนทั่วโลก เป็นต้น” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสวทช. ขานรับมติ ครม. โดยมอบหมายให้ทีมผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เตรียมความพร้อม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศักยภาพการรองรับข้อมูล การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และการสนับสนุนเทคโนโลยีแก่ทุกหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศอย่างเต็มกำลัง
“การที่ ครม. มีมติยกระดับ Traffy Fondue ให้เป็นบริการกลางภาครัฐ นับเป็นก้าวสำคัญของการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่คิดค้นโดยนักวิจัยไทย มาแก้ปัญหาจริงในระดับประเทศ กระทรวง อว. โดย สวทช. ได้ขยายระบบการรองรับ พัฒนาความสามารถของระบบและอัลกอริทึม AI ในการคัดกรอง จำแนก และส่งต่อเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอัตโนมัติ เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานจากประชาชนทั่วประเทศและหน่วยงานภาครัฐที่จะเข้ามาเชื่อมโยงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด” ผอ.สวทช. กล่าวและว่า
การขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม TraffyFondue เป็นบริการกลางของภาครัฐทั่วประเทศในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น มีช่องทางร้องเรียนที่สะดวก เข้าถึงง่าย และมีความโปร่งใสในการติดตามผล ขณะที่ภาครัฐสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการปัญหา ลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน ตลอดจนมีข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณและการวางแผนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะที่ล่าช้า พร้อมทั้งยกระดับดัชนีภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสของภาครัฐต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

