สันติ กีระนันทน์ คาใจ 'แก้มลิงที่หายไป' 'ผู้มีอำนาจ' ชี้แจงไม่เคลียร์ ชี้แม้ 'ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ได้แปลว่าถูกต้องเสมอไป'
จากสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมขังและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมออนไลน์ก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับประเด็นการถูกถอดถอนและเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในพื้นที่รับน้ำตามแนวพระราชดำริ หรือแก้มลิง ซึ่งกำลังลุกลามกลายเป็นมหากาพย์ดรามาเดือดระอุอยู่ในขณะนี้นั้น
ล่าสุดวันนี้ 3 ตุลาคม 2569 นายสันติ กีระนันทน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์ร่ายยาวเรื่องพื้นที่รับน้ำตามแนวพระราชดำริ หรือแก้มลิง ระบุข้อความทั้งหมดว่า "3 ตุลาคม 2569 ถูกกฎหมาย ถูกต้อง และถูกใจ (lawful, legitimate, and likable)

คำพังเพยของไทย "น้ำลดตอผุด" น่าจะใช้เปรียบเทียบกับเหตุการณ์และสถานการณ์ในขณะนี้ได้ดี เพียงแต่แทนการ "น้ำลด" กลายเป็น "น้ำท่วม" ทำให้เห็นสิ่งที่ซ่อนไว้หลายอย่าง
เรื่องที่ผมสนใจมากขณะนี้คือเรื่องแก้มลิงที่หายไป ซึ่งด้วยภูมิปัญญาของผมอันน้อยนิด ไม่สามารถประเมินได้ว่า หากมีแก้มลิงเกิดขึ้นตามพระราชดำริ (ซึ่งผมก็ไม่ทราบรายละเอียดอีกเช่นกันว่า พระองค์ได้ทรงแนะนำว่าให้ใช้พื้นที่ที่ไหนบ้างหรือไม่) จะทำให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างหนักขณะนี้ จะผ่อนความเดือดร้อนลงกว่านี้เพียงใดหรือไม่
เอาเรื่องประโยชน์ของแก้มลิง (ถ้ามี) วางไว้ข้าง ๆ ก่อนครับ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การยกเลิกแนวเวนคืนที่ดิน เกิดสมัยไหน และผู้ได้รับประโยชน์จากการยกเลิกแนวเวนคืนดังกล่าว มี property developer รายใดบ้าง และมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในการกระทำดังกล่าวอย่างชัดเจนทั้ง 2 ราย
การกระทำดังกล่าวนั้น อาจจะไม่ผิดกฎหมาย (lawful and not illegal) เพราะเชื่อว่าผู้มีอำนาจได้ดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าถามว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ (legitimate) ผมคิดว่าข้อนี้น่าคิดมาก
หากเป็นการกระทำที่บริสุทธิ์ใจ และเห็นว่าประโยชน์การยกเลิกแนวเวนคืน แล้วไปทำโครงการอื่นที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำท่วมได้ดีกว่า ก็คงจะบอกได้ว่าเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายและถูกต้อง แต่ถ้าไม่ใช่ แม้จะเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายแต่ก็ไม่ถูกต้อง ยิ่งมีข้อบ่งชี้ว่าการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมายนั้น ก่อให้เกิดผลประโยชน์ของบุคคลที่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ได้ ยิ่งน่าสงสัย
นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมโพสต์เมื่อวานว่า คนที่เป็นหรือเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนดี คนเก่ง หรือน่าเชื่อถือเสมอไป เพราะการเป็น "คน" นั้น มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ดี ไม่เก่ง ไม่น่าเชื่อถือ อยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นใคร (รวมตัวผมด้วย)
ผมมีตัวอย่างของการกระทำอะไรก็ตามที่ยังประโยชน์ให้ผู้ที่อาจจะถูกสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และต้องมีเหตุผลอธิบายได้
เมื่อครั้งที่ผมเรียนปริญญาเอกที่จุฬาฯ ผมใช้เวลาเต็ม 6 ปี เพราะเรื่องที่หนักที่สุดคือการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งผมใช้เวลายาวนานเกือบ 4 ปี และกฎเกณฑ์ในขณะนั้น หากระยะเวลาการศึกษาเกิน 4 ปีขึ้นไป ต้องขออนุมัติขยายเวลาการศึกษา ซึ่งในโครงการ JDBA ที่ผมเรียนนั้น โดยเฉพาะนักเรียน Finance แทบจะไม่มีใครสามารถจบได้ใน 4 ปี (มีอยู่บ้างบางคน) และในรุ่นก่อนหน้านั้น การขยายระยะเวลาก็ทำได้ครั้งละ 1 ปี แปลว่า ถ้าเรียน 6 ปี ก็ขอขยายระยะเวลาได้ 2 ครั้ง
เมื่อถึงคิวผมบ้าง เมื่อครบเวลา 4 ปี วิทยานิพนธ์ของผมยังไปไม่ถึงไหน ผมก็ต้องขยายระยะเวลา แต่ jackpot ครับ เพราะเกณฑ์ใหม่ออกมาคือ ขอขยายได้ครั้งละ 1 ภาคการศึกษา และต้องชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน ทำให้ผมต้องขอขยายระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ครั้ง กว่าจะสำเร็จการศึกษาได้
ผู้มีอำนาจอนุมัติให้ขยายระยะเวลาคือ อธิการบดีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ ซึ่งในเวลานั้นคือ ศ. ดร. เทียนฉาย กีระนันทน์ ทำให้เพื่อน ๆ ผมล้อผมว่า ผมนี่แหละคือตัวการที่ทำให้เกณฑ์เปลี่ยน เพราะนามสกุลเดียวกับอธิการบดี ทั้งที่ผมก็ไม่รู้จริง ๆ ว่า เป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่ที่ทำให้เกณฑ์เปลี่ยน แต่จะเห็นได้ว่า การที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ทำให้ทั้งผมและท่านอธิการบดี มีคำอธิบายถึงความโปร่งใสได้ชัดเจน
กลับมากรณีแก้มลิงที่หายไป ผมฟังข้อมูลที่คุณอรรถวิชช์ได้นำมาแสดงต่อสาธารณะแล้วก็รู้สึกชื่นชมคุณอรรถวิชช์ แต่การชี้แจงของผู้มีอำนาจ ยังไม่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาอันหนักหน่วงนี้ได้ ก็รอดูกันต่อไปครับว่า จะทำให้สิ่งที่คาใจคนจำนวนหนึ่ง (รวมผมด้วย) ได้คลายใจลงได้หรือไม่
การกระทำที่ไม่ผิดกฎหมาย จึงไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องเสมอไปนะครับ เพราะกฎหมายเป็นเพียงข้อกำหนดขั้นต่ำสุดที่คนจะละเมิดมิได้ และกฎหมายอาจจะเปลี่ยนแปลงช้ากว่าสิ่งที่ควรปฏิบัติ เนื่องจากการปิดรูรั่ว (loophole) เป็นกระบวนการที่ไล่ตามผู้ที่หาช่องโหว่ของกฎหมาย และการยกมาตรการให้สูงขึ้น (raise the bar) ก็มักจะกลายเป็นต้นทุนของคนทำดี แต่คนชั่วก็จะหาช่องโหว่ต่อไปอยู่เสมอ
อีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอ การปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกกฎหมายและถูกต้อง อาจจะไม่ได้รับดอกไม้เสมอไป กรณีส่วนใหญ่จะได้รับก้อนอิฐด้วยซ้ำไป เพราะการกระทำที่ถูกกฎหมายและถูกต้องอาจจะไม่ถูกใจ (likable) ของคนที่ได้ผลกระทบทางลบ
ผมมีประสบการณ์ตรงกับการกระทำสิ่งที่ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจเพราะไปสร้างผลกระทบทางลบให้ผู้คนอยู่มากมายครับ และยิ่งความไม่ถูกใจนั้นไปเกิดกับคนที่สามารถสร้างผลกระทบให้ตัวเราได้ ยิ่งสนุกใหญ่ครับ ประสบการณ์ตรงเหล่านั้นก็เป็นบทเรียนสอนตัวเราได้นะครับ พร้อมกับเป็นเครื่องทดสอบความเข้มแข็งของจิตใจของเราได้ด้วยเช่นกัน ทดสอบว่าเราจะยอมก้มหัวให้ความไม่ถูกต้องหรือไม่ เพียงเพื่อสร้างความถูกใจให้คนที่ถูกผลกระทบทางลบ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจเพื่อทำให้ตัวเราเองนั้นได้ประโยชน์ในที่สุด
แหงนหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน เป็นเพียงคำปลอบใจให้กับผู้ที่ยึดมั่นความถูกต้อง โดยไม่สนใจว่าจะถูกใจหรือไม่ครับ"
หลังจากที่โพสต์ของ สันติ กีระนันทน์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"หิริโอตัปปะ ไม่ได้มีกับทุกคนค่ะอาจารย์"
"คนบางจำพวกก็แกล้งมองแค่มุมเดียวครับ... มุมที่ตัวเองและพวกพ้องได้ประโยชน์"
"การทำถูกต้อง ต่อให้โลกไม่รู้แต่เราก็รู้อยู่แก่ใจครับผม"



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สันติ กีระนันทน์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

