รีพับลิกัน-เดโมแครต รุมบีบ 'ทรัมป์' ล้มดีลนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย ชี้ขัดต่อกฎหมายคว่ำบาตร

12 ตุลาคม 2569 จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เพื่อเปิดทางให้มอสโกส่งออกน้ำมันดีเซลเข้าสู่สหรัฐฯ และตลาดโลก ปูติน จะทยอยปล่อยน้ำมันหลายระลอก เริ่มจาก 300,000 ตันในทันที ตามมาอีก 500,000 ตันในเดือนพฤศจิกายน และอีก 1,000,000 ตันหลังจากนั้น และอาจมีการส่งมอบเพิ่มเติมอีก 3,000,000 ตันภายในระยะเวลาไม่นาน ขึ้นอยู่กับสภาพโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของยูเครน
ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญเสียงวิจารณ์จากทั้งสมาชิกพรรครีพับลิกัน และ พรรคเดโมแครต หลังประกาศข้อตกลงนำเข้าน้ำมันดีเซลล็อตใหญ่จากรัสเซีย โดยอ้างว่าต้องการลดราคาพลังงานให้ชาวอเมริกัน
ขณะที่สมาชิกวุฒิสภาเตือนว่าข้อตกลงอาจขัดต่อกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย และเป็นการเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลรัสเซียในช่วงที่สงครามยูเครนยังดำเนินอยู่
ซึ่งเรื่องนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาโพสต์ผ่านทรูธโซเชียลว่า การลดราคาพลังงานให้ชาวอเมริกัน โดยเฉพาะเกษตรกร เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ และคนขับรถบรรทุก เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดของเขา
ข้อตกลงดังกล่าวก่อให้เกิดคำถาเนื่องจากก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ 'ทรัมป์' เพิ่งลงนามในกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรและกำแพงภาษีเพิ่มเติมต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย
โดยสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ 7 คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน และพรรคเดโมแครต 3 คน ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (11 ต.ค.ตามเวลาท้องถิ่น) เรียกร้องให้ทรัมป์ยกเลิกแนวทางดังกล่าว โดยระบุว่าข้อตกลงอาจขัดต่อกฎหมายของสหรัฐฯ
วุฒิสมาชิกกลุ่มนี้เตือนว่า สหรัฐฯ ไม่ควรให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ 'ปูติน' ในขณะที่รัสเซียยังคงโจมตีและสังหารพลเรือนชาวยูเครน พร้อมย้ำว่า สภาคองเกรสได้ห้ามนำเข้าพลังงานจากรัสเซียอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2022 เพื่อป้องกันไม่ให้เงินของชาวอเมริกันถูกนำไปสนับสนุนสงครามของรัสเซียในยูเครน
ผู้ลงนามในแถลงการณ์ประกอบด้วยสมาชิกพรรครีพับลิกัน ได้แก่ ซูซาน คอลลินส์, ลิซา เมอร์คาวสกี, ทอม ทิลลิส และจอห์น เคอร์ติส ส่วนสมาชิกพรรคเดโมแครต ได้แก่ จีนน์ ชาฮีน, ริชาร์ด บลูเมนธาล และรอน ไวเดน ด้านโทมัส แมสซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเคยมีความเห็นขัดแย้งกับทรัมป์ในหลายประเด็น กลับสนับสนุนให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั้งหมด
ด้านนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะดำเนินการผ่านช่องทางทางกฎหมายที่มีอยู่ เพื่อช่วยลดราคาพลังงาน พร้อมโต้แย้งสมาชิกสภาคองเกรสที่เห็นว่าข้อตกลงนี้ไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย
ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นกลายเป็นประเด็นสำคัญของชาวอเมริกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนหน้า ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรครีพับลิกันของทรัมป์จะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่
จากผลสำรวจความคิดเห็น ระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ 'ทรัมป์' ในการบริหารเศรษฐกิจและรับมือสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เขาพยายามหามาตรการลดผลกระทบทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นกับพรรคของตน ซึ่งภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องจักรการเกษตรและการขนส่งสินค้าไปยังตลาด
นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยว่า รัสเซียจะสามารถจัดส่งน้ำมันดีเซลได้ตามปริมาณที่ประกาศไว้หรือไม่ และการนำเข้าดังกล่าวจะช่วยลดราคาน้ำมันสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันได้มากเพียงใด
สหรัฐฯ ใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้รัสเซียจะส่งมอบน้ำมันดีเซล 300,000 ตันตามแผนภายในเดือนนี้ ปริมาณดังกล่าวก็ยังเทียบเท่ากับเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของการใช้ดีเซลในสหรัฐฯ ภายในหนึ่งวัน ตามการประเมินในรายงาน
แรงต่อต้านข้อตกลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในสหรัฐฯ โดยผู้นำต่างประเทศหลายคนแสดงความกังวล รวมถึงมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา และเวส สตรีตติง รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักร ซึ่งระบุว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรของยูเครนควรมุ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย เพื่อผลักดันให้ยุติสงคราม แทนที่จะดำเนินการที่อาจช่วยเพิ่มรายได้ให้รัสเซีย
ขณะเดียวกัน 'ทรัมป์' ได้ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (11 ต.ค.) ว่า รัสเซียและยูเครน ได้บรรลุข้อตกลงที่เรียกว่า "การหยุดยิงด้านพลังงาน" แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม นายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน แสดงความยินดีต่อข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายรัสเซียยังไม่มีแถลงการณ์ตอบรับอย่างเป็นทางการ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

