ปราชญ์ สามสี เล่าประวัติศาสตร์ ปลุก เขมร ตื่นจากฝัน หลังหลอกตัวเองไม่เคยเป็นเมืองขึ้น สยาม-เวียดนาม
15 ตุลาคม 2569 เวลา 08:33 น.

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "กัมพูชาไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของสยามและเวียดนามจริงหรือ? หรือแค่เล่าประวัติศาสตร์ให้ตัวเองดูดี
ข้าพเจ้าไปอ่านเจอคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชาที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งครับ เขาบอกว่ากัมพูชาไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของทั้งสยามและเวียดนาม แม้ในอดีตจะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้ทั้งสองประเทศ หรือแม้แต่กษัตริย์กัมพูชาบางพระองค์จะต้องได้รับการรับรองจากราชสำนักสยามก็ตาม เขาก็อธิบายว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองที่เรียกว่า “เมืองสองฟ้า” คือทำให้ทั้งสยามและเวียดนามเข้าใจว่ากัมพูชายอมอยู่ใต้อำนาจของตน เพื่อไม่ให้ทั้งสองฝ่ายยกทัพเข้ามารุกราน สุดท้ายกัมพูชาก็สามารถรักษาเอกราชของตัวเองเอาไว้ได้ ฟังแล้วก็น่าสนใจดีนะครับ แต่ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ประวัติศาสตร์ที่เหลือจะอธิบายอย่างไร
ลองย้อนกลับไปดูสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์กันสักหน่อยครับ ใน พ.ศ. 2337 พระองค์เอง กษัตริย์กัมพูชา ได้รับพระราชอิสริยยศจากรัชกาลที่ 1 ที่กรุงเทพฯ ก่อนกลับไปครองราชย์ ขณะเดียวกันสยามก็มีอำนาจควบคุมดินแดนพระตะบองและเสียมราฐ ต่อมาในสมัยพระองค์จันทร์ กัมพูชาก็หันไปพึ่งพาเวียดนามมากขึ้น จนเกิดการแย่งชิงอิทธิพลระหว่างสองมหาอำนาจ เรื่องเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในพงศาวดารไทยนะครับ นักประวัติศาสตร์อย่าง David P. Chandler ซึ่งศึกษาหลักฐานฝ่ายกัมพูชาเอง ก็เขียนถึงเรื่องเหล่านี้ไว้เช่นกัน
ที่หนักกว่านั้นคือใน พ.ศ. 2377 จักรพรรดิมิงห์หมั่งแห่งเวียดนามถึงขั้นจัดระเบียบการปกครองกัมพูชาใหม่ภายใต้ชื่อเขตเจิ๊นเต็ย ส่งขุนนางเวียดนามเข้ามาปกครองและควบคุมกิจการภายใน เรื่องนี้ข้าพเจ้าว่าต้องแยกให้ออกนะครับ ระหว่างการส่งบรรณาการเพื่อรักษาความสัมพันธ์ กับการที่ต่างชาติเข้ามาจัดการบ้านเมืองของเราโดยตรง เพราะถ้าแค่ส่งบรรณาการ เรายังพออธิบายได้ว่าเป็นการทูตตามธรรมเนียมในอดีต แต่ถ้าถึงขั้นถูกเปลี่ยนระบบการปกครอง ถูกแทรกแซงราชสำนัก และมีขุนนางต่างชาติเข้ามาควบคุม แบบนี้จะเรียกว่ามีเอกราชสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร
ข้าพเจ้าไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่ากัมพูชาในอดีตมีความสามารถในการเอาตัวรอดทางการเมือง การอยู่ตรงกลางระหว่างสยามกับเวียดนามไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การยอมอ่อนน้อมต่อฝ่ายหนึ่งเพื่อถ่วงดุลอีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่การเอาตัวรอดได้กับการไม่เคยตกอยู่ใต้อำนาจใครเลยนั้นเป็นคนละเรื่องกัน ยิ่งถ้าบอกว่าหลักฐานของทั้งไทยและเวียดนามที่ระบุว่ากัมพูชาอยู่ใต้อำนาจของตน เป็นเพราะกัมพูชาตั้งใจหลอกให้ทั้งสองประเทศเข้าใจผิดมาตลอด ข้าพเจ้าว่าคำอธิบายแบบนี้ออกจะสะดวกเกินไปหน่อย เพราะเท่ากับว่าไม่ว่าหลักฐานจะออกมาอย่างไร ก็สามารถอธิบายได้หมดว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายวางแผนเอาไว้แล้ว
สุดท้ายข้าพเจ้าคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องไปดูถูกประวัติศาสตร์ของกัมพูชาหรอกครับ เพราะเขาก็มีอารยธรรม มีราชวงศ์ และมีความพยายามรักษาบ้านเมืองของตัวเองมาอย่างยาวนาน แต่ประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ ถ้าเคยอยู่ใต้อิทธิพลสยามก็ต้องยอมรับ ถ้าเคยถูกเวียดนามเข้าปกครองก็ต้องยอมรับ การที่กัมพูชายังคงดำรงความเป็นชาติและกลับมามีเอกราชได้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเขียนอดีตให้กลายเป็นว่าไม่เคยสูญเสียอำนาจให้ใครเลย
เพราะถ้าจะบอกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของใคร เพียงแต่หลอกให้สยามกับเวียดนามคิดว่าเป็นเมืองขึ้น ข้าพเจ้าก็อยากถามง่าย ๆ ว่า แล้วตอนที่เขาส่งคนเข้ามาปกครองบ้านเมือง ยึดดินแดน และแทรกแซงการตั้งกษัตริย์นั้น ใครกำลังหลอกใครกันแน่?
ประวัติศาสตร์จะน่าภาคภูมิใจได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ครับ บางครั้งการยอมรับว่าบรรพบุรุษเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ยังสามารถรักษาชาติของตนให้ดำรงอยู่มาถึงทุกวันนี้ต่างหาก ที่น่าภาคภูมิใจมากกว่า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

