มานะ เปิดงบป้องกันน้ำท่วม กทม. 10 ปี เกือบแสนล้าน ชวนปชช.ร่วมจับตาตรวจสอบ
19 ตุลาคม 2569 เวลา 21:02 น.

เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2569 นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า "งบป้องกันน้ำท่วม กทม. 10 ปี เกือบแสนล้าน: ACT ชวนประชาชน ร่วมตรวจสอบ
10 ปีที่ผ่านมา กทม. ใช้งบเพื่อป้องกันน้ำท่วมไปกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท เฉลี่ย 7.8 พันล้านบาทต่อปี และเชื่อว่าจะต้องลงทุนเพิ่มอีกนับแสนล้านบาทในเร็ววันนี้ แต่ทำอย่างไรชาว กทม. จะมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เช่นปีนี้อีกในอนาคต
ข้อมูลจาก ACT Ai พบว่า งบป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ยุคพล.ต.อ. อัศวิน เป็นผู้ว่าฯ ช่วงปี 2559 - 2565 ใช้เงินเฉลี่ยปีละ 6.7 พันล้านบาทหรือราว 8.6% ของงบประมาณประจำปี ยุคนายชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯ สมัยแรก ช่วงปี 2566 – 2569 ใช้เงินเฉลี่ยปีละ 1.15 หมื่นล้านบาท หรือราว 12.2% ของงบประมาณประจำปี โดยแยกประเภทโครงการ* ได้ดังนี้
อ่านข้อมูลโครงการจัดซื้อฯ กดลิ้งค์ https://docs.google.com/.../1hpQ.../edit...
เชื่อว่าการใช้จ่ายจริงของ กทม. จะมากกว่านี้ หากแต่การรวบรวมให้ครบถ้วนทำได้ยากเพราะ “ชื่อเรียกโครงการ” ถูกตั้งขึ้นแตกต่างหลากหลายมาก อีกทั้งแต่ละภารกิจยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และค่าบริหารจัดการแฝงอยู่อีก
เมื่อเผชิญน้ำท่วมหนัก มักมีคำถามเสมอจากชาว กทม. เช่น ทำไมน้ำยังท่วมแม้อยู่ในพื้นที่แนวอุโมงค์ระบายน้ำ แก้มลิงทำไมไม่สร้างเพิ่ม เครื่องสูบน้ำซื้อบ่อยแต่พอน้ำท่วมใช้งานจริงได้ไม่กี่เครื่อง ไม่เห็นทำจริงตามที่บอกว่าพร่องน้ำในคลองก่อนฝนหนัก เป็นต้น
ความทุกข์พร้อมความกังวลของประชาชนเช่นนี้ ต้องการคำตอบและการแก้ไข สิ่งจำเป็นคือการชี้แจงและเปิดเผยให้กระจ่างอย่างทันท่วงทีจากผู้บริหาร กทม.
แต่ที่ขาดไม่ได้คือ ต้องมีการตรวจสอบจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อ “ป้องปราม” มิให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าเพราะคอร์รัปชัน ความด้อยประสิทธิภาพหรือไม่ทุ่มเทใส่ใจของผู้มีอำนาจใน กทม.
เริ่มจากการตั้งเป็นประเด็นเรียนรู้ร่วมกันถึงโครงการและงบประมาณที่ใช้จ่ายไปว่า..
1. เกิดประโยชน์คุ้มค่าตามเป้าหมายหรือไม่
2. ได้ดำเนินไปแล้วเสร็จตามแผนหรือไม่
3. เกิดประสิทธิภาพตามแผนของโครงการหรือไม่
4. การซ่อมบำรุงได้ทำอย่างถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่
5. การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ประสิทธิภาพ ทำให้คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่
และประการที่ 6 เป็นหัวใจสำคัญยิ่งคือ ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น “มีข้อกังวลว่ามีคอร์รัปชันหรือเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในขั้นตอนใดหรือไม่” ทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึงการซ่อมบำรุง และการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลากร
เพราะหากปรากฎว่ามีโครงการที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หรือมีการใช้งานอย่างไม่เต็มความสามารถ ผลของมันย่อมหมายถึงความไม่คุ้มค่าและความเสียหายเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับประชาชน
ข้อมูลและคำถามทั้งหมดนี้ควรมีการวิเคราะห์ ถอดบทเรียน และกำหนดมาตรการป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดช่องว่างจากการคอร์รัปชัน ก่อนที่จะลงทุนอีกมหาศาลต่อไป
ประโยชน์ย่อมเกิดกับทุกฝ่ายแน่นอน หากมาร่วมมือกันคิดแก้ไขเสียแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้ทุกคนเดือดร้อนเสียก่อนแล้วมาชี้หน้าหาคนผิด
* การกำหนดประเภทและช่วงเวลา เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษา อาจจำแนกเหลื่อมล้ำไปบ้าง"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

