สะท้อนใจ ภาพชาวยิวโชว์บัตรประชาชนไทย จี้มองมุมกลับคนไร้สัญชาติที่เกิดบนแผ่นดินไทย ที่รอทั้งชีวิตก็ยังไม่ได้สิทธินี้
15 กันยายน 2569 เวลา 08:53 น.

นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย นักวิคราะห์ข่าวต่างประเทศและการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสะท้อนความเหลื่อมล้ำต่อกรณีชาวยิว 3 รายที่อาศัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โชว์บัตรประชาชนไทยอย่างภาคภูมิใจ ระบุข้อความว่า
เห็นภาพชาวยิวทั้งสามคน ที่จังหวัดภูเก็ต ยืนอวดบัตรประชาชนไทย โดยด้านหลังมีธงไทยปลิวไสว
แล้วผมก็นึกถึงคนอีกจำนวนมาก ที่เกิดในแผ่นดินไทย เติบโตที่นี่ และเรียกที่นี่ว่าบ้าน
แต่จนถึงวันนี้ เขายังไม่มีสัญชาติไทย
……….
แม้ จะมีบรรพบุรุษเกิดแก่เจ็บตายหลายสิบรุ่นบนแผ่นดินไทย
แต่ประเทศไทยไม่ยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนสัญชาติไทย
เมื่อไม่มีประเทศใดยอมรับว่าเขาเป็นคนสัญชาติของตน
สถานะของเขามีคำเรียกอย่างเป็นทางการว่า “บุคคลไร้สัญชาติ”
ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Stateless person”
เป็นคำที่สหประชาชาติใช้เรียกคนที่ไม่มีสัญชาติของประเทศใดในโลก
………
เขามีชื่อ มีแม่ มีบ้านให้คิดถึง แต่ไม่มีประเทศใดยอมรับเขาเป็นพลเมืองของตน
หลายคนอาจสงสัยว่า เกิดในประเทศไทย แล้วทำไมจึงไม่ได้สัญชาติไทย
เพราะการเกิดบนแผ่นดินไทย ไม่ได้ทำให้ทุกคนได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ
ยังมีเงื่อนไขตามกฎหมาย เช่น สัญชาติและสถานะของพ่อแม่
บางครอบครัวมีปัญหาเรื่องการแจ้งเกิด
บางคนขาดหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าเกิดที่ไหน
หรือเป็นลูกของใคร
เรื่องเหล่านี้อาจทำให้การพิสูจน์สิทธิหรือการขอสัญชาติติดขัดยาวนาน
……….
คำว่า “คนชายขอบ” จึงไม่ได้หมายถึงคนที่อยู่ริมชายแดนเท่านั้น
แต่ยังหมายถึงคนที่อยู่ร่วมสังคมกับเรา
เขามีโอกาสน้อยกว่า เสียงของเขาเบากว่า และเข้าถึงความช่วยเหลือได้ยากกว่า
……….
สำหรับคนไร้สัญชาติ การสมัครงาน การเดินทาง การเรียนต่อ หรือการเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาล
มีข้อจำกัด
และขั้นตอนเพิ่มขึ้น
แม้พวกเขายังมีสิทธิพื้นฐานและอาจได้รับบริการบางอย่าง
แต่ชีวิตประจำวันก็อาจยากกว่าคนที่มีเอกสารพร้อมอยู่มาก
…………
เรื่องที่คนอื่นยื่นบัตรใบเดียวแล้วทำต่อได้
เขาอาจต้องหาหลักฐานเพิ่ม
เดินทางกลับไปกลับมา
และเสียรายได้ระหว่างรอ
……….
ความจนทำให้การรอนั้นหนักขึ้นอีก
เพราะทุกครั้งที่ต้องไปตามเรื่อง
เขาไม่ได้เสียเพียงเวลา
แต่เสียเงินที่ควรจะนำกลับมาซื้อข้าวให้แม่ด้วย
เมื่อให้เขาเล่าชีวิตของตัวเอง สิ่งที่เราได้ยินจึงเป็นคำธรรมดา ๆ ที่หนักอยู่ในอก
………
นี่คือคำของเขา
………
“ผมไม่มีเงิน ไม่มีสมาคมคอยช่วยเหลือ ไม่มีประเทศมหาอำนาจหนุนหลัง”
“ไม่มีใครพาผมไปวิ่งเต้นกับรัฐบาลไทย เพื่อขอให้ผมได้มีบัตรประชาชนไทย ได้มีสัญชาติไทยเหมือนคนจีนและคนยิว“
………
”ผมมีเพียงเอกสารเก่า ๆ ที่แม่เก็บไว้ในถุงพลาสติก กลัวฝนจะสาดมาเปียก“
”มีมือสองข้างไว้รับจ้าง และมีความหวังเล็ก ๆ ว่าสักวันหนึ่ง คำร้องของคนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักจะมีคนหยิบขึ้นมาอ่าน“
………
”ทุกครั้งที่ไปติดต่อหน่วยงานราชการ“
”ผมต้องหยุดงานหนึ่งวัน เสียค่ารถ และกลับมาฟังแม่ถามคำเดิมว่า “ได้หรือยังลูก”“
………
”ผมอยากตอบว่าได้แล้วเหลือเกิน“
”อยากหยิบบัตรประชาชนไทยออกมาวางบนฝ่ามือแม่“
”ให้แม่ค่อย ๆ อ่านชื่อผม แม้สายตาของแม่จะพร่ามัวแล้วก็ตาม“
”แต่วันนี้ผมยังไม่มีบัตรใบนั้น มีเพียงมือเปล่าที่เอื้อมไปจับมือแม่ แล้วบอกเบา ๆ ว่า…“
“ยังครับแม่… เขาให้ผมรออีกหน่อย”
”ผมไม่รู้ว่าอีกหน่อยนั้นนานเท่าไร“
”ผมรู้เพียงว่าเอกสารในถุงพลาสติกเก่าลงทุกปี และมือของแม่ที่จับอยู่ก็ผอมลงทุกวัน“
”ผมรอได้ครับ“
”แต่ผมกลัวว่า ในวันที่ผมได้บัตรใบนั้นมาแล้ว“
”จะไม่มีแม่อยู่คอยอ่านชื่อผมอีกต่อไป“
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

