FTAไทย-EUรอบ10ภูเก็ต‘ศุภจี’มั่นใจปิดดีลดันGDPโตเกิน3%

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ครั้งที่ 2/2569 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ว่า เป็นการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังข้อมูลและชี้แจงเกี่ยวกับกรอบการเจรจา
“นายกรัฐมนตรีต้องการรับฟังข้อมูล และการชี้แจงของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกรอบการเจรจาที่ได้กำหนดทั้งท่าทีหลักที่ไทยมุ่งหวังให้ได้สิทธิประโยชน์สูงสุด และท่าทีรองซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ไทยต้องมีจุดยืนในการเจรจา หากการเจรจาไม่เป็นไปตามท่าทีหลักที่วางไว้”นางศุภจี กล่าว
ทั้งนี้ปัจจุบันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (EU) สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้วประมาณ 2 ใน 3 ของข้อบททั้งหมด และเหลืออีกประมาณ 1 ใน 3 ซึ่งการเจรจาในรอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน 2569 ที่ภูเก็ต โดยจะใช้ระยะเวลาเจรจากับตัวแทนจาก EU ประมาณ 1 สัปดาห์
สำหรับการเจรจารอบที่ 10 นี้ตั้งเป้าที่จะปิดข้อบทส่วนที่เหลือให้หมด จากนั้นจะไปสู่ขั้นตอนกระบวนการขัดเกลาทางกฎหมาย (Legal Scrub) และการจัดทำถ้อยคำ (Wording) ให้ตรงกันอย่างละเอียด เมื่อจัดทำร่างข้อตกลงและลงนามเรียบร้อยแล้ว จะเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป โดยขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
อย่างไรก็ตามในการเจรจายังคงยึดหลักการตามที่ได้หารือกับ EU ในการเจรจารอบที่ 9 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม คือในประเด็นสินค้าอ่อนไหว ทั้ง 2 ฝ่ายจะตีกรอบยกเว้นไว้โดยไม่แตะต้อง ส่วนรายการสินค้าที่สามารถเปิดตลาดและได้ประโยชน์ร่วมกัน ก็จะดำเนินการเปิดตลาดได้ก่อน ทั้งนี้การเปิดตลาด EU จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ช่วยลดการพึ่งพาตลาดเดิม และสร้างความสมดุลให้กับการค้าไทยมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้การบรรลุข้อตกลง FTA ไทย-EU ไม่เพียงช่วยขยายการค้าระหว่างไทยกับ EU เท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งจากสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรงในการส่งออกไปยัง EU ได้โดยตรง
“หากสามารถเจรจาการค้าระหว่างไทยกับ EU ทำได้สำเร็จ จะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยจากผลการศึกษาของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ระบุว่า จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยเพิ่มขึ้น 1.28% ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2% กว่าๆ การเจรจา FTA ไทย-EU ก็จะช่วยให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้น เป็นขยายตัวได้เกินกว่า 3% ต่อปี ส่วนการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 2.8% ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”นางศุภจี กล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า EU ถือเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในปี 2568 รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยไทยและ EU มีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% และคิดเป็น 6.58% ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.27% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น 1.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2.อัญมณีและเครื่องประดับ 3.เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 4.ผลิตภัณฑ์ยาง และ 5.หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ
โดยไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86% สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น 1.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 2.ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 3.เคมีภัณฑ์ 4.เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ 5.เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้า EU มูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้เฉพาะในส่วนของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ไทยและ EU มีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 2.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปยัง EU มูลค่า 1.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจาก EU มูลค่า 0.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าประมาณ 0.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงศักยภาพความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของทั้ง 2 ฝ่าย และความจำเป็นในการเร่งผลักดัน FTA ไทย-EU ให้แล้วเสร็จ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

