พนักงานเปิดใจ ต้องทำงานหนัก รับคำต่อว่า หลังวิกฤต กระเป๋าตกค้าง-เที่ยวบินดีเลย์

จากปัญหากระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารการบินไทยตกค้างอยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงเที่ยวบินล่าช้าที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยการบินไทยออกมายอมรับว่าสาเหตุสำคัญมาจากการขาดแคลนแรงงาน 2 กลุ่ม ได้แก่ แรงงานทั่วไป และแรงงานทักษะเฉพาะที่ต้องมีใบอนุญาตในการปฏิบัติงาน ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของพนักงาน ทำให้บางส่วนไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ได้
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก THAI Aviation Flyer ได้เผยข้อความจากพนักงานหน้างานรายหนึ่ง ระบุว่า
"ขออนุญาตระบายในมุมของพนักงานคนหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่หน้างานในช่วง 2–3 วันที่ผ่ามาครับ
ยอมรับตรง ๆ ว่า เหนื่อยและหนักใจมาก ๆ
ช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา ไปทำงานตั้งแต่เช้า และกลับเกือบจะสว่างทุกวัน กลับมาถึงก็แทบจะไม่มีเวลาได้ทำอะไร นอกจากอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็กลับไปทำงานต่อ
รู้ตัวอีกที ก็ต้องกลับไปยืนอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ เพื่อรับฟังผู้โดยสารต่อว่าเหมือนเดิม
บางครั้งก็รู้สึกท้อจนไม่รู้จะท้อยังไงแล้ว แต่ก็ถอยไม่ได้ เพราะในอีกมุมหนึ่ง เราก็เข้าใจและเห็นใจผู้โดยสารทุกคนครับ
ผู้โดยสารก็เหนื่อยเหมือนกัน
ทุกคนอยากเดินทางให้ถึงจุดหมาย
อยากได้เที่ยวบินออกตามกำหนด
อยากได้กระเป๋าและสัมภาระของตัวเองกลับคืนมา
และไม่มีใครอยากมาเจอกับสถานการณ์แบบนี้
ขอขอบคุณผู้โดยสารหลาย ๆ ท่านที่เข้าใจพนักงานหน้างาน บางท่านเดินเข้ามาพูดคุย ปลอบ ให้กำลังใจ และบอกว่า “สู้ ๆ นะ”
โดยเฉพาะผู้โดยสารชาวไทยหลาย ๆ ท่านที่เข้ามาให้กำลังใจ สิ่งเหล่านี้มีความหมายกับพวกเรามากจริง ๆ ในวันที่แทบไม่มีแรงเหลือแล้ว
ส่วนเรื่องที่มีผู้โดยสารหลายท่านตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่มีการสื่อสาร”
ผมอยากบอกในมุมของพนักงานหน้างานว่า จริง ๆ แล้วพวกเราก็แทบไม่ได้รับการสื่อสารอะไรเช่นกันครับ
ในวันปกติ เรามี Line กันเป็น 10–20 กลุ่ม มีข้อมูล มีคำสั่งงานเข้ามาตลอดจนบางครั้งตอบกันแทบไม่ทัน
แต่พอเกิดสถานการณ์วิกฤตขึ้นมา กลับกลายเป็นว่าหลายอย่างเงียบสนิท
ถามข้อมูลไปก็ไม่มีใครตอบ
ไม่รู้ว่าต้องรออะไร
ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง
และเมื่อเราเองยังไม่มีข้อมูล เราก็ไม่รู้ว่าจะเอาข้อมูลอะไรไปแจ้งผู้โดยสาร
สุดท้าย คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผู้โดยสารก็คือพนักงานหน้างานเหมือนเดิม
เราต้องเป็นคนตอบคำถาม
ต้องเป็นคนรับฟังความไม่พอใจ
ต้องเป็นคนอธิบาย ทั้งที่บางครั้งตัวเราเองก็ยังไม่รู้คำตอบ
เรื่องอาหารและน้ำก็เช่นกันครับ
ในช่วงที่สถานการณ์หนัก ๆ พนักงานหน้างานแทบไม่ได้รับการสนับสนุนในเรื่องนี้เท่าไหร่ หลายครั้งพี่ ๆ Senior ที่เข้ามาปฏิบัติงานก็ช่วยกันเอง หิ้วข้าว หิ้วน้ำ หิ้วขนมมาให้กันคนละไม้คนละมือ ใช้เงินส่วนตัวซื้อมาแบ่งให้น้อง ๆ
บางคนก็ต้องประทังชีวิตด้วย Sandwich ที่เหลือจากการนำไปแจกให้ผู้โดยสาร
นี่คือสภาพที่พวกเราต้องเผชิญกันในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา
ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเรียกร้องให้ผู้โดยสารต้องเข้าใจพนักงาน
เพราะผมเข้าใจดีว่า ผู้โดยสารเองก็มีสิทธิ์ที่จะโกรธ มีสิทธิ์ที่จะผิดหวัง และมีสิทธิ์ที่จะถามหาความรับผิดชอบ
ทุกคนมีเหตุผลและความจำเป็นของตัวเอง
ผมเพียงแค่อยากเล่าอีกมุมหนึ่งของคนที่อยู่หน้างานว่า ในอีกด้านหนึ่ง พนักงานเองก็ไม่ได้อยากให้เหตุการณ์เป็นแบบนี้ และไม่ได้อยากให้ผู้โดยสารต้องมาเจอกับสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน
ตอนนี้ผมคิดว่าคงไม่ช่วย Defense อะไรให้บริษัทฯ อีก อย่างน้อยก็จนกว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะเริ่มคลี่คลายลง
ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำงาน
ไม่ใช่เพราะไม่เห็นใจบริษัทฯ
แต่บางครั้งเราก็รู้สึกว่า ตัวเราเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะอธิบายหรือปกป้องอะไรได้อีกแล้ว
เราแค่อยากทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และอยากให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้
ไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้จะจบลงเมื่อไหร่ แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในเร็ววัน
สุดท้ายนี้ ต้องขอโทษผู้โดยสารทุกท่านจริง ๆ สำหรับความไม่สะดวก ความล่าช้า และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
พวกเราเข้าใจถึงความโกรธ ความกังวล และความจำเป็นของทุกคนครับ
แต่อยากขอเป็นตัวแทนจากพนักงานคนหนึ่งบอกว่า
พวกเราจะพยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
เพราะเที่ยวบินหนึ่งเที่ยวบินกว่าจะสามารถออกเดินทางได้ ไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยคนจากหลายภาคส่วน หลายหน่วยงาน และหลายหน้าที่มาประกอบกัน
ในเวลานี้ ผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่หน้างาน นักบิน ลูกเรือ ช่างฯ Ground Staff และพนักงาน Support ทุกฝ่าย ต่างก็พยายามกันอย่างเต็มที่แล้ว
ขอให้เราเข้าใจกันและกันในวันที่ทุกอย่างกำลังยากลำบากครับ
และหวังว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด
จากใจพนักงานคนหนึ่งครับ"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

