‘พิพัฒน์’ชี้นายกฯคุมEEC ชิ่งตอบปมค้านขยายสู่ปราจีนฯ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีชาวบ้านใน จ.ปราจีนบุรี ออกมาคัดค้าน และต้องการให้ทบทวนการนำ จ.ปราจีนบุรี เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ว่า ขณะนี้ตนคงไม่มีความคิดเห็นในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเรื่อง EEC นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลอยู่ ส่วนกรณีข้อกังวลว่านายทุนจะเข้ามาแทรกแซงการทำกินของชาวบ้าน ตนยังไม่ทราบรายละเอียด โดยเรื่อง EEC ต้องไปสอบถามนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
เมื่อถามว่าช่วงที่นายพิพัฒน์ เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เคยมีการพูดคุยเรื่องนำ จ.ปราจีนบุรี เข้ามาอยู่ใน EEC หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนั้นมีการเสนอเข้ามา ซึ่งไม่ได้ขัดข้อง และมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ไปศึกษาต่อว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา
“สิ่งที่เลขาธิการ EEC นำเสนอ คือ ขยายไปยังปราจีนบุรี เพราะแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเดินทางมาทำงานได้สะดวกมากขึ้น แต่ขณะนั้นสภาพัฒน์ยังไม่ได้ส่งผลการศึกษา และเรื่องนี้มี 2 กระทรวงรับผิดชอบ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” นายพิพัฒน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชนในนาม “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” ประกาศ 6 เหตุผล เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการนำ จ.ปราจีนบุรี เข้าสู่ EEC คือ 1.ปราจีนบุรี มีจุดแข็งด้านเกษตรอินทรีย์ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ต้นน้ำและป่าไม้ที่สำคัญ ซึ่งพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรได้ 2.ภายหลังคําสั่ง คสช. เปิดทางให้เกิดโรงงานจํานวนมาก เข้ามาทั้งผิดและถูกกฎหมาย โดยเฉพาะนักลงทุนจีน และเมื่อมี พ.ร.บ.EEC ในปี 2561 ปราจีนบรีกลายเป็น “หลังบ้าน EEC” ในฐานะแหล่งรองรับและกําจัดของเสีย โดยไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
3.การศึกษาความเหมาะสมขาดความรอบด้าน 4.กฎหมาย EEC มุ่งตอบสนองผลประโยชน์ของกล่มทุน มากกว่าค้มครองสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชน ทําให้ผลประโยชน์ไม่ได้ตกแก่ประชาชนในพื้นที่โดยตรง 5.การขยาย EEC จะเร่งการกว้านซื้อที่ดิน ทําให้คนท้องถิ่นเสี่ยงสูญเสียที่ดินทํากิน และ 6.ความต้องการใช้นํ้าของภาคอุตสาหกรรม นําไปสู่การสร้างเขื่อนเพิ่มเติมในผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อป่าต้นนํ้า และคุณค่ามรดกโลกที่เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

