แวดวงการเงิน : 19 สิงหาคม 2569
19 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

** นานๆ ที “แวดวงการเงิน” จะมีความเห็นตรงกับฝ่ายสาธารณสุข โดยเฉพาะข้อเสนอจากเวทีวิชาการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ที่เสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่จากระบบ 2 อัตราให้เหลืออัตราเดียว... เรื่องนี้ต้องบอกว่าเห็นด้วยเต็มที่ เพราะไม่ใช่เพียงข้อเสนอด้านสุขภาพ แต่เป็นหลักการภาษีที่สมเหตุสมผลทั้งในมิติรายได้รัฐ ความเป็นธรรม และสุขภาพ ต่างจากนโยบายควบคุมยาสูบบางเรื่องที่มักสุดโต่ง ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เช่น การแบนบุหรี่ไฟฟ้า เกิดภาระปราบปรามทั้งจำนวนคนและงบประมาณ แต่กลับไม่สามารถควบคุมตลาดผิดกฎหมายได้จริง คนใช้ยังแพร่หลาย เศรษฐกิจใต้ดินโตเอาโตเอา...แต่เรื่องโครงสร้างภาษีบุหรี่แตกต่างออกไป เพราะแทบทุกฝ่ายเห็นพ้องกันแล้วว่า ควรยกเลิกโครงสร้างภาษีระบบ 2 อัตราที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 ไม่ว่าจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการสาธารณสุข ภาคเอกชน และสมาคมผู้ค้าปลีก ต่างสนับสนุนหลักการภาษีอัตราเดียว สอดรับกับกรมสรรพสามิตเองที่ยืนยันแนวทางปรับเป็นอัตราเดียวมาหลายปีแล้ว กล่าวได้ว่า “อัตราเดียว” กลายเป็นฉันทามติเชิงนโยบาย หรือ Policy Consensus ไปแล้ว...ถึงจุดนี้ เห็นชัดว่าปัญหาไม่ใช่การขาดข้อมูล เพราะมีการศึกษาจากกรมสรรพสามิต สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สสส. รองรับอยู่แล้ว ขาดคือความกล้าในการตัดสินใจของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง...เท่านั้น…คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 เคยมอบหมายให้กระทรวงการคลังทบทวนโครงสร้างเพื่อนำไปสู่อัตราเดียวที่เหมาะสมและเป็นธรรม และเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2565 ยังมีข้อสั่งการให้เร่งแก้ไขปัญหาตามแนวทางดังกล่าว แต่ผ่านไป 4 ปี เรื่องยังเงียบ จนล่าสุด ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ออกหน้าดันเรื่องนี้สุดตัว แต่ก็ยังไม่พ้น “ตอ” โดนคุมกำเนิดจากมือที่มองไม่เห็น…สิ่งที่น่าถามกระทรวงการคลังคือ โครงสร้างภาษีบุหรี่ 2 อัตราดียังไง ทำไมถึงมีมือมืดปกป้องกันจัง จะว่าช่วยผู้ประกอบการในประเทศและชาวไร่ยาสูบนั้นก็ช่างสวนทางกับความจริงที่เกิดขึ้น การกำหนดภาษีตามราคาบุหรี่เป็นที่รู้กันว่าเป็นตัวเร่งให้เกิดการแข่งขันราคา โดยผู้ประกอบการทุกคนต้องอยากลดราคาลงมากันเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำ และส่งผลต่อสัดส่วนตลาดของบุหรี่ในประเทศตามมา...เมื่อหลักฐานมี งานศึกษามี มติคณะรัฐมนตรีมี และเสียงสนับสนุนจากแทบทุกฝ่ายก็มี สิ่งที่ไม่มีเพียงอย่างเดียวคือ “การตัดสินใจ” แวดวงการเงิน อยากให้ ดร.เอกนิติ ตัดสินใจเรื่องนี้ได้แล้ว จะเดินหน้าสู่อัตราเดียวหรือไม่ และทำเมื่อใด หรือต้องรอให้เป็นปมในใจ ตอนเป็นอธิบดีก็ไม่กล้าทำ เป็นรัฐมนตรีแล้วก็ยังไม่กล้าแตะอีก...อย่าปล่อยให้โครงสร้างภาษีที่ทุกฝ่ายยอมรับว่ามีปัญหาดำรงอยู่ต่อไป นี่คือช่องโหว่ทางการคลังที่ชัดเจนที่สุดที่ควรได้รับการแก้ไขโดยด่วน ให้ปัญหามันจบในรุ่นเรานี่แหละครับ...**
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์**
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

