ดัชนีอุตฯก.ย.ดีดขึ้น ส.อ.ท.ชงรัฐลดต้นทุน-ดันMiT

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 90.70 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 89.7 ในเดือนสิงหาคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 จาก 3.95 บาท เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ช่วยบรรเทาต้นทุนภาคธุรกิจ และลดค่าครองชีพประชาชน อีกทั้งผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมจำหน่ายสินค้าช่วงเทศกาลปลายปี
นอกจากนี้ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับความต้องการสินค้าเทคโนโลยียังขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้ารายย่อย โดยข้อมูลยอดขายสามารถนำไปใช้ประกอบการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อผ่านระบบ AI “นกกระซิบ”
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนและสถานประกอบการ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าวัตถุดิบ และทำให้ Supply Chain บางอุตสาหกรรมหยุดชะงักช่วงปลายเดือนกันยายน นอกจากนี้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้น 7.29% จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 40.28 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น กดดันอัตรากำไรผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีความสามารถรับมือกับต้นทุนที่ผันผวนได้จำกัด ด้านค่าระวางเรือในเส้นทางการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นและกดดันผลประกอบการของผู้ส่งออกไทย
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือ การแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ SMEs เผชิญแรงกดดันด้านยอดขาย เนื่องจากมีข้อจำกัดในการปรับลดราคา เพื่อแข่งขันกับสินค้านำเข้า นอกจากนี้ SMEs ยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการขยายกิจการ
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.70 เพิ่มขึ้นจากระดับ 97 ในเดือนสิงหาคม 2569 มีปัจจัยสนับสนุนจากข้อตกลงด้านภาษีและการขยายเวลาพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าโลก และการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” คาดว่าจะช่วยรักษาแรงส่งของการบริโภคภายในประเทศ และสนับสนุนรายได้ SMEs ช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์อุทกภัยในบางพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องถึงการฟื้นฟูความเสียหายหลังระดับน้ำลดลง รวมถึงความรวดเร็วและทั่วถึงของมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ โดย ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการ 3 ด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้ 1.ยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยเชิงรุก 2.ส่งเสริมการประหยัดพลังงานและลดภาระต้นทุน และ 3.เร่งผลักดันการใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนใช้สินค้า MiT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

