‘พูนพงษ์’ มอบนโยบายสร้างความสมดุลคน-งาน-องค์กรขับเคลื่อนพาณิชย์

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับ ผู้บริหารกระทรวงฯ ทูตพาณิชย์ ทั่วโลก และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า นับจากนี้เป็นต้นไป กระทรวงพาณิชย์พร้อมก้าวสู่มิติใหม่อย่างเป็นทางการ โดยจะเน้นสร้างความสมดุล 3 ส่วน ประกอบด้วย คน งาน และองค์กร ซึ่งทั้ง 3 ส่วน ล้วนมีความสำคัญและเป็นปัจจัยหลักที่จะนำพาให้ ‘พาณิชย์ก้าวสู่กระทรวงแห่งความเป็นเลิศ’ เป็นที่พึ่งให้ภาคธุรกิจ เกษตรกร และประชาชนอย่างสมดุลในทุกมิติ
นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า การสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างนโยบาย 3 ส่วน ‘คน งาน และองค์กร’ มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภารกิจกระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่มีความท้าทายรออยู่รอบด้าน ทั้งในระดับท้องถิ่นในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งมีภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาที่แตกต่างกัน ฉะนั้น หากทั้ง 3 ส่วน มีความสมดุล เชื่อมั่นว่ากระทรวงพาณิชย์จะพร้อมรับมือกับทุกภารกิจได้ด้วยความมั่นใจ และสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งท้ายที่สุดผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด คือ ประชาชน ภาคธุรกิจ และประเทศชาติ
ส่วนที่ 1 คน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกระดับล้วนมีความสำคัญและเป็นฟันเฟืองที่จะทำให้ภารกิจของกระทรวงฯ ประสบความสำเร็จ ซึ่งคุณค่าของบุคลากรจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการปฏิบัติงาน ผลสัมฤทธิ์ ของงาน และความซื่อสัตย์สุจริต ฉะนั้นเป้าหมายของคนในมิติกระทรวงพาณิชย์ คือ ‘ต้องแข่งกันทำงาน’ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะผู้บริหารเท่านั้นที่ต้องแข่งกันทำงาน แต่ต้องถ่ายทอดถึงระดับปฏิบัติการเพื่อให้บุคลากรทุกระดับมีแรงขับนำพาภารกิจกระทรวงให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่ได้กำหนดไว้ โดยจะเน้นจัดสรรคนให้ตรงตามมิติของงาน เนื่องจากเรามีข้าราชการทั้งกระทรวงเพียง 3,916 คน ดังนั้น บุคลากรทุกคนต้องมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และพร้อมอำนวยความสะดวกแก่ภาคประชาชน ทุกคนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และสร้างงานใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อวางรากฐานสู่อนาคตที่เข้มแข็ง
ส่วนที่ 2 งาน ภารกิจหรืองานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ต้องสอดรับกับบริบทการค้า การลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว ประกอบด้วย
- สร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน โดยการจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรม ทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน และไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน เน้นการ
สร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้า แก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร
เพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภค - ดูแลระดับราคาสินค้าเกษตร พาณิชย์จังหวัดในฐานะที่เป็นตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ในส่วนภูมิภาคต้องรอบรู้เศรษฐกิจเป็นอย่างดี ต้องรู้ลึก รู้จริง สำหรับข้อมูลในพื้นที่ พร้อมทั้งต้องจัดทำแผนสอดรับ ทุกสถานการณ์รวมถึงฤดูกาลสินค้าเกษตร ที่จะออกสู่ตลาดทั้งในระยะสั้น-กลาง-ยาว โดยต้องทำงานร่วมกับ ทูตพาณิชย์ เพื่อป้องกันสินค้าเกษตรล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ รวมทั้งต้องประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่
- ดูแลค่าครองชีพให้มีความเหมาะสม โดยการใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการค้าเข้ามาบริหารจัดการไม่ให้ราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนสูงเกินสมควรจนสร้างความเดือดร้อน ผ่าน 2 มาตรการหลัก (1) ควบคุมและติดตามราคาสินค้าที่มีความจำเป็น (2) ลดราคาสินค้าช่วยประชาชนผ่านมาตรการเชิงรุกโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เช่น ‘ไทยช่วยไทยลดภาระ ลดค่าครองชีพ’
- สร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้ง *การขยายช่องทางทางการค้า : ผลักดัน SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและ e-Commerce โดยบูรณาการร่วมกันระหว่าง ทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานภายนอก ดำเนินการควบคู่ไปกับการบ่มเพาะศักยภาพเชิงลึก ตามศักยภาพของ SME ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งขนาดและศักยภาพเพื่อให้ตอบโจทย์และเพิ่มขีดความสามารถให้ SME ไทย โดยเฉพาะ SME ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถออกไปสู่ตลาดโลก
- เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ ทูตพาณิชย์ที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก ต้องเร่ง‘รักษาตลาดเดิม และรุกตลาดใหม่’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและขยายตลาดให้ผู้ประกอบการไทยและสินค้าไทย โดยนำข้อมูลเชิงลึกทั้งด้านการค้า การลงทุนของตลาดต่างประเทศมาชี้เป้าให้ผู้ประกอบการไทย เพื่อบอกว่าตลาดโลกต้องการอะไร สินค้าแบบไหน และมีมาตรฐานอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนให้ตอบโจทย์ผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ
- เร่งรัดการเจรจาการค้าสำคัญ โดยเฉพาะ FTA และกรอบความตกลงทางการค้าที่มีมูลค่า ทางเศรษฐกิจสูง เพื่อไม่ให้สินค้าและบริการไทยเสียเปรียบทางการแข่งขันในเวทีโลก ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกด้วยข้อมูลเชิงลึกและสื่อที่เข้าใจง่าย เพื่อชี้ช่องการใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะSME นำแต้มต่อทางการค้าไปใช้ขยายตลาดส่งออกได้อย่างเกิดผลสัมฤทธิ์จริง ติดตามและประเมินผลการใช้สิทธิและเร่งแก้ไขอุปสรรคอย่างใกล้ชิด ตลอดจนขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถปรับตัวและปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตได้อย่างเข้มแข็งและเป็นธรรม
- ป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยเน้นที่การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า และปกป้องผู้ประกอบการ SME ไทย ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนสีเทาหรือสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย
- ยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย กระทรวงพาณิชย์ต้องสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับให้เป็นกระทรวงดิจิทัล (Digital Ministry) ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา เพิ่มความรวดเร็ว และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานราชการ ซึ่งการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ จะเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบกระดาษไปสู่การบริการผ่านระบบเทคโนโลยี อันจะส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าและกติกาการค้าโลกยุคใหม่
- แก้ไข กฎ ระบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้ง ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และไม่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย บรรลุวัตถุประสงค์และได้เปรียบทางการค้า ช่วยลดช่องว่าง และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่
ส่วนที่ 3 องค์กร กระทรวงพาณิชญ์พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรภาครัฐที่มีความเข้มแข็ง เป็นองค์กร
ที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นองค์กรที่มีความโปร่งใส ยืดหยุ่น และมีบุคลากรที่พร้อมทุ่มเทเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเริ่มต้นจากวัฒนธรรมองค์กร ค่านิยมร่วม และการพัฒนาบุคลากรอย่างมีแบบแผน เน้นประสานพลังการทำงานแบบบูรณาการ ที่พร้อมเพิ่มผลิตภาพให้กระทรวงพาณิชย์ เปิดกว้างและเชื่อมโยงหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมกันสร้างความเจริญให้ประเทศ โดยยึด ‘ประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ เบื้องต้นได้วางกรอบการพัฒนากระทรวงพาณิชย์ในหลากหลายมิติ เช่น
ในขณะเดียวกัน จะมุ่งยกระดับและปรับโครงสร้างหน่วยงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์และภารกิจจริง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ในโลกเศรษฐกิจและการค้าปัจจุบัน ทั้งการขอรับจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและเหมาะสม เพื่อให้การทำงานดำเนินไปได้อย่างเต็มศักยภาพและประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน กระทรวงฯ ได้รับงบประมาณ ปี 2570 ทั้งกระทรวงเพียง 8,525.3310 ล้านบาท รวมทั้งการปรับปรุงระดับตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และปรับหน่วยงานภายในเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อยกระดับขีดความสามารถ เสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้แต่ละกรมทำงานได้อย่างคล่องตัว และขับเคลื่อนเป้าหมายในภาพรวมของกระทรวงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ เช่น การปรับพื้นที่ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศให้เหมาะสมกับตลาด ควรเพิ่มหรือลดพื้นที่ใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งของทัพหน้าทางเศรษฐกิจการทำงานเชิงรุก และการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐด้วยกัน ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม จะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ ซึ่งกระทรวงฯ ไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพังเพียงหน่วยงานเดียว ต้องบูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วน โดยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ต้องเป็นผู้บริหารที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ช่วยขจัดอุปสรรคทางการค้า และเปิดประตูโอกาสใหม่ๆให้ภาคการค้าไทย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

