สนค.เสนอ3แนวทาง รับมือClimate Change

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังเพิ่มความไม่แน่นอนของปริมาณ และช่วงเวลาที่ผลผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาด เสี่ยงกระทบการกระจายสินค้าและเสถียรภาพราคาในระยะยาว ดังนั้น สนค. จึงเสนอ 3 แนวทางเชิงนโยบายด้านข้อมูลและการบริหารตลาด ในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเชิงรุก ดูแลเสถียรภาพราคา และสร้างสมดุลระหว่างรายได้เกษตรกรกับค่าครองชีพประชาชน
1.ยกระดับการคาดการณ์อุปทานสินค้าเกษตร โดยเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ พื้นที่เพาะปลูก ปริมาณผลผลิตและช่วงเวลาเก็บเกี่ยว เพื่อประเมินความเสี่ยงและสนับสนุนการเตรียมมาตรการรองรับก่อนเกิดปัญหา รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลที่เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง
2.สนับสนุนการวางแผนบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์ระบุพื้นที่และช่วงเวลาที่ผลผลิตอาจได้รับผลกระทบ เพื่อประกอบการวางแผนจัดหาวัตถุดิบ การเตรียมเส้นทางขนส่งและช่องทางกระจายสินค้าทางเลือก ตลอดจนสนับสนุนการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพื้นที่ผลิตหรือเส้นทางขนส่งเพียงแห่งเดียว
3.เชื่อมโยงข้อมูลคาดการณ์เพื่อสนับสนุนการบริหารตลาดเชิงรุก โดยนำข้อมูลผลผลิตและความเสี่ยงรายพื้นที่มาสนับสนุนการวางแผนรับซื้อ การกระจายสินค้า และการติดตามราคา เพื่อให้หน่วยงานด้านการค้าสามารถเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า ทั้งกรณีผลผลิตล้นตลาดและเสี่ยงขาดแคลน ช่วยรักษาสมดุลระหว่างรายได้เกษตรกรกับค่าครองชีพผู้บริโภค
“ประเด็นที่ต้องจับตาในระยะยาวไม่ใช่เพียงความถี่หรือความรุนแรงของภัยธรรมชาติ แต่คือความไม่แน่นอนของอุปทานสินค้าเกษตร เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจกระทบทั้งปริมาณผลผลิต คุณภาพ และช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตบางช่วงออกสู่ตลาดน้อยกว่าคาด ขณะที่บางช่วงอาจกระจุกตัวมากกว่าปกติ ส่งผลให้ผู้ประกอบการวางแผนจัดซื้อและบริหารสินค้าคงคลังได้ยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคา โดยเฉพาะสินค้าที่เน่าเสียง่ายหรือมีข้อจำกัดด้านการเก็บรักษา”นายนันทพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ สนค. เห็นว่าความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนจากการบริหารสินค้าเกษตรที่อาศัยข้อมูลผลผลิต
ที่เกิดขึ้นแล้ว ไปสู่การใช้ข้อมูลคาดการณ์เพื่อมองเห็นความเสี่ยงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพราะการรอให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือราคาผันผวนแล้วจึงดำเนินมาตรการ อาจไม่ทันต่อสถานการณ์ ภาครัฐจึงควรเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ พื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต และราคา เพื่อประเมินล่วงหน้าว่าสินค้าชนิดใดมีความเสี่ยง พื้นที่ใดอาจได้รับผลกระทบ และช่วงเวลาใดควรเตรียมมาตรการรองรับ
ในส่วนนี้ สนค.ได้ขับเคลื่อนระบบ “ใกล้เก็บเกี่ยว” ซึ่งนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้ ติดตามและคาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรรายพื้นที่ โดยเริ่มนำร่องกับสินค้าข้าว เพื่อสนับสนุนการแจ้งเตือนล่วงหน้าและการวางแผนรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด แนวทางดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนการบริหารอุปทานสินค้าเกษตรเชิงรุก และสามารถต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศได้ในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

