‘สอน.’ชงของบ7,081ล้าน ช่วยชาวไร่ตัด‘อ้อยสด’ตันละ69บาท

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า สอน.อยู่ระหว่างเตรียมเสนอของบกลางรัฐบาล วงเงินประมาณ 7,081 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดฤดูการผลิต 2568/69 คาดว่าจะสนับสนุนได้ในอัตรา 69 บาทต่อตัน ส่วนเงินเพิ่มอีก 51 บาทต่อตัน จะนำหารือคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณาแหล่งเงินและแนวทางดำเนินการต่อไป
นายใบน้อย กล่าวอีกว่า ความร่วมมือของเกษตรกร โรงงานน้ำตาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สัดส่วนอ้อยเผาในฤดูที่ผ่านมาเหลือ 3.8% สอน.จึงเตรียมเสนอ กอน.พิจารณาลดสัดส่วนการรับอ้อยเผาเข้าหีบของโรงงาน จากเดิมไม่เกิน 20% ต่อวัน เหลือไม่เกิน 15% ต่อวัน ในฤดูการผลิต 2569/70 พร้อมตั้งเป้าคุมอ้อยเผาตลอดฤดูไม่เกิน 5% ของอ้อยเข้าหีบทั่วประเทศ และพิจารณาใช้กลไกกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายสนับสนุนการลดการเผาในระยะยาว
“การไม่เผาอ้อยไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดฝุ่น PM2.5 แต่ยังเกี่ยวข้องกับอนาคตของการส่งออกน้ำตาลไทย เพราะตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลต่อความสามารถการแข่งขัน นอกจากนี้ สอน.อยู่ระหว่างปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวกับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพอ้อยตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพวัตถุดิบและเพิ่มผลผลิตน้ำตาล” นายใบน้อย กล่าว
นายใบน้อย กล่าวอีกว่า สำหรับฤดูการผลิต 2569/70 คณะกรรมการอ้อยคาดการณ์ปริมาณอ้อยเข้าหีบไว้ที่ 97.02 ล้านตัน ลดลงจากฤดูก่อนหน้า โดย สอน.คาดว่าราคาอ้อยขั้นต้นมีโอกาสสูงกว่าปีก่อน จากปัจจัยด้านผลผลิตและความต้องการน้ำตาลในตลาดโลก แต่ราคาทางการยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของ กอน. โดยอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยมีพื้นที่ปลูก 10 ล้านไร่ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ฤดูการผลิต 2568/69 มีอ้อยเข้าหีบ 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้มากกว่า 12 ล้านตัน และส่งออก 80% ของผลผลิตทั้งหมด ทำให้รายได้อุตสาหกรรมเชื่อมโยงกับราคาน้ำตาลโลกและอัตราแลกเปลี่ยน
ด้านนายสาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ระบุว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีบทบาทต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น โดยมี 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ CBAM มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน , EUDR กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และ CSDDD ข้อกำหนดความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ดีแม้อ้อยและน้ำตาลทรายยังไม่อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบจาก CBAM และ EUDR แต่ผู้ประกอบการควรเตรียมรับผลกระทบทางอ้อม ทั้งต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
ทั้งนี้ แนวทางปรับตัวคือหลัก “3 ส.” ได้แก่ สถิติ สะอาด และสร้างความร่วมมือ โดยจัดเก็บข้อมูลการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ลดการเผาและปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างเครือข่ายเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

