อุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยปี’70 ฟื้นตัวได้บ้าง...แต่ยังต้องเจอความท้าทายรอบด้าน

** อุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยในปี 2570 มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ และกำลังซื้อผู้บริโภคที่ฟื้นตัวได้อย่างจำกัด ขณะเดียวกันภูมิทัศน์การแข่งขันของอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านต้นทุนและกำลังการผลิต ไปสู่การแข่งขันด้านความยั่งยืน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารทะเลมากขึ้น

อุตสาหกรรมทูน่ายังคงเป็นหนึ่งในจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ของไทย โดยไทยยังรักษาสถานะศูนย์กลางการแปรรูปและส่งออกทูน่าระดับโลก และเป็นผู้ส่งออกทูน่ากระป๋องรายสำคัญของตลาดสหรัฐฯ โดยไทยยังคงครองส่วนแบ่งการนำเข้าที่สูงเกือบ 50% ของตลาดทั้งหมด สะท้อนศักยภาพด้านการแปรรูป ความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการอาหารของตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คาดว่ามูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องไทยจะกลับมาขยายตัว 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) ในปี 2570 หลังหดตัวในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์โลกที่ฟื้นตัวและการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารและความต้องการอาหารที่เก็บรักษาได้นานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ทูน่ากระป๋องกลายเป็นสินค้าสำคัญในหลายประเทศ และเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะในอียิปต์และลิเบีย
แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมกุ้ง แต่แนวโน้มการฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างจำกัด แต่คาดว่ามูลค่าการส่งออกกุ้งในปี 2570 จะอยู่ที่ราว 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวเพียง 1.7% จากปีก่อนหน้า และยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดในอดีตที่เคยแตะเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนแรงกดดันด้านความสามารถในการแข่งขันที่ยังคงเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรม ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศผู้ผลิตกุ้งต้นทุนต่ำ และส่วนแบ่งตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
ในระยะข้างหน้าการแข่งขันของอุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “การแข่งขันด้านต้นทุน” ไปสู่ “การแข่งขันด้านมูลค่าเพิ่ม” มากขึ้น โดยโอกาสการเติบโตในอนาคตจะอยู่ในกลุ่มสินค้ากุ้งพรีเมียม กุ้งปลอดสาร กุ้งที่ผ่านมาตรฐานความยั่งยืน รวมถึงผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) และพร้อมปรุง (Ready-to-cook) ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้
ขณะเดียวกันตลาดส่งออกสำคัญของกุ้งไทยก็มีทิศทางการเติบโตที่แตกต่างกันชัดเจนมากขึ้น โดยตลาดญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัยอาหาร และความสามารถด้านการแปรรูป ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย ขณะที่ตลาดจีนแม้มีศักยภาพการเติบโตสูง แต่การแข่งขันด้านราคายังคงรุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งสินค้าในกลุ่มพรีเมียมมากกว่าการแข่งขันในตลาดแมส
ความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมอาหารทะเลในระยะข้างหน้า กำลังเปลี่ยนจากสงครามการค้าไปสู่การแข่งขันด้าน ESG และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) โดยมองว่าความท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยกำลังเปลี่ยนจากความผันผวนของอุปสงค์ไปสู่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างมากขึ้น ทั้งมาตรการการค้าที่เข้มงวดขึ้น ประเด็นด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนข้อกำหนดด้านความยั่งยืนและความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลก ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเลและแหล่งวัตถุดิบ ท่ามกลางความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคและคู่ค้าต่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีคาร์บอนต่ำ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ดังนั้นอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย จำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่การแข่งขันยุคใหม่ โดยมุ่งพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม ยกระดับความโปร่งใสและความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมๆ ไปกับการขยายโอกาสสู่ตลาดศักยภาพใหม่ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
** SCB EIC **
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

