‘เอกนิติ’ชี้อสังหาฯเริ่มฟื้น ยอดโอนครึ่งปีพุ่ง 17% สินเชื่อเพิ่ม 12%

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 50” เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิริติ์ ถึงทิศทางและนโยบายการขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ว่าอสังหาฯถือเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตและความมั่นคงของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับหลากหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ตั้งแต่ภาคการก่อสร้าง แรงงาน วัสดุอุปกรณ์ ไปจนถึงสถาบันการเงินและสินเชื่อ การผลักดันให้ภาคอสังหาฯเติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นปัจจัยสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในภาพรวม
อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาวะสงคราม อัตราค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปัญหาสภาพแวดล้อมและภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและภาคธุรกิจ รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยผสานมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ากับการส่งเสริมความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
ในส่วนของมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯการดำเนินนโยบายปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองในช่วงที่ผ่านมา เริ่มส่งผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน โดยพบว่ายอดการโอนในช่วงครึ่งปีแรกพุ่งสูงขึ้น 17% ซึ่งถือเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีเมื่อเทียบช่วงก่อนหน้า สินเชื่อในภาคอสังหาฯเริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้น 12% สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้ประกอบการที่กลับคืนมา
ในขณะเดียวกันรัฐบาลและสถาบันการเงินภาครัฐ ได้เดินหน้าเปิดตัวโครงการสินเชื่อเพื่อประชาชน โดยเฉพาะโครงการ “บ้านคนละหลัง พลัส” ผ่านการดำเนินงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้ประชาชนกลุ่มตัวเล็กหรือผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงการมีบ้านเป็นของตนเองได้ด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบผ่อนปรน ในช่วง 2 ปีแรกมีอัตราดอกเบี้ยเพียง 2.6% ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับความเสี่ยงและได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากประชาชน
นอกจากนี้รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการยกระดับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน (Green Finance) โดยยกระดับจากสิ่งที่เคยมองว่าเป็นเพียง “ทางเลือก” ให้กลายเป็น “ความจำเป็น” ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยในปัจจุบัน ยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูงถึง 60% เมื่อราคานำเข้าพลังงานสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกนอกประเทศ
ทั้งนี้รัฐบาลจึงเดินหน้าโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” โดยรัฐจะช่วยสนับสนุนค่าติดตั้ง 50,000 บาทต่อครัวเรือน นำร่อง 1 ล้านครัวเรือน สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนเกินนั้น 3 สถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ ธอส. จะปล่อยสินเชื่อส่วนเกิน ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 2.5% สำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะเข้ามาร่วมจัดทำกลไก Bank Guarantee และค้ำประกันผลงาน คิดอัตราค่าธรรมเนียมในระดับที่ต่ำไม่เกิน 1% ต่อปี หรือคิดเป็นเงิน 500 บาทต่อปี สำหรับวงเงินค้ำประกัน 50,000 บาท พร้อมกันนี้ได้เตรียมสินเชื่อพิเศษเพื่ออุ้มผู้ประกอบการรายย่อยและสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานให้สามารถเติบโตไปพร้อมกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

