ปตท.เปิดโปรเจกต์ไดรฟ์จีดีพีไทยโตมากกว่า3%

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยว่า สำหรับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโต 2.2% และกำหนด 5 ยุทธศาตร์พลิกประเทศไทยสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โตมากกว่า 3% ทาง ปตท.พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการคงและเพิ่มกำลังผลิตธุรกิจในเครืออย่างเต็มที่ สวนทางกับธุรกิจพลังงาน 70% ทั่วโลกที่ลดกำลังผลิต
นอกจากนี้ในส่วนของเป้าหมายรัฐบาล นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่เห็นชอบกรอบการขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ของประเทศ ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1.Investment and Industry Transformation Hub 2.AI & Digital Hub 3.Green Hub 4.Financial Hub 5.Medical Investment Hub โดยเฉพาะยุทธศาตร์ 3.Green Hub เร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว พร้อมพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อช่วยภาคธุรกิจไทยแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
“ปตท.ได้เข้าไปทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีในการขับเคลื่อนแผนต่างๆ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือทั้งรัฐและเอกชนครั้งนี้จะไดรฟ์จีดีพีไทยโตมากกว่า 3% ตามเป้าหมายที่วางไว้” นายคงกระพัน กล่าว
สำหรับผลการดำเนินการและแผนธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 นั้น ปีนี้ ปตท.ตั้งเป้าลงทุนตลอดปีไว้ที่ 2.5หมื่นล้านบาท ดำเนินการตามแผน 100% แน่นอน ขณะที่การลงทุน 5 ปีข้างหน้า (2569-73) อยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ทั้งการสำรวจและลงทุนพลังงานแหล่งใหม่ๆ และการเข้าซื้อกิจการ
ส่วนผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตัน ภายในปี 2569 และ 15 ล้านตัน ในปี 2578 เพราะมองว่าก๊าซธรรมชาติจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน
นอกจากนี้ ปตท. พร้อมเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการปี 2571 ควบคู่การขับเคลื่อน I-SPARK โครงการนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาด รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย
“ด้วยศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับสากล และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ ปตท. ครองอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3” นายคงกระพัน กล่าว
นายคงกระพัน กล่าวอีกว่า ในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. ดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุลตามแนวทาง Energy Trilemma ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ยกระดับองค์กรสู่การเป็น National Champion ขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกอนาคต ควบคู่การสร้างสังคมไทยให้แข็งแรง เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ Together for Sustainable Thailand , Sustainable World ปตท.แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

