ผ่า3ปมใหญ่ฉุดศก. ชู2แนวทางดันจีดีพี1.4แสนล้าน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังประคองการขยายตัวได้ ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงและมีลักษณะ K-shaped เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) เดือนกรกฎาคม ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีค่าดัชนีฯ 105.5 ขนาดย่อมเพียง 75.3 สะท้อนว่าเศรษฐกิจสองความเร็วเกิดขึ้นจริง นอกจากนี้การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 3.3 ในไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราใช้กำลังผลิต (CapU) อยู่ที่ร้อยละ 57.47 ลดลงร้อยละ 3.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ TISI ไตรมาส 2 เฉลี่ยอยู่ที่ 86.1
ส.อ.ท. วิเคราะห์ว่าการใช้กำลังผลิตที่ต่ำมีสาเหตุต่างกัน 3 ลักษณะ ได้แก่ 1.กลุ่มที่เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ ประกอบกับกำลังผลิตส่วนเกินจากต่างประเทศ เช่น เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถูกซ้ำเติมจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กระทบการนำเข้าวัตถุดิบ 2.กลุ่มที่การผลิตถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขเชิงนโยบาย เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเดินเครื่องเกือบเต็มกำลังมาตลอด แต่เมื่อการส่งออกถูกจำกัด จึงต้องปรับการผลิตให้พอดีกับความต้องการในประเทศที่ชะลอตัว และ 3.กลุ่มที่กำลังการผลิตขยายตัวเร็วกว่าการผลิตจากการลงทุนระลอกใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นสัญญาณบวกของการลงทุนที่กำลังทยอยเดินเครื่อง
ทั้งนี้ การส่งออกที่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรก ยังกระจุกตัวอยู่ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ขณะที่การส่งออกสินค้ากลุ่มอื่นโดยรวมยังขยายตัวได้จำกัด จึงสอดคล้องกับภาคการผลิตที่ยังฟื้นตัวจำกัด
สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะต่อไป ส.อ.ท. เสนอ 2 แนวทาง คือ 1.สร้างแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศผ่านโครงการ Buy Thai มุ่งเป้าไปที่สินค้าสำเร็จรูปที่มีกำลังผลิตเหลืออยู่มาก เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งปัจจุบันใช้กำลังผลิตเพียงร้อยละ 37-50 จึงพร้อมเพิ่มการผลิตเมื่อมีคำสั่งซื้อ โดยต้องรณรงค์ให้ซื้อสินค้าไทย ควบคู่กับดูแลสินค้านำเข้าที่ทุ่มตลาด เพื่อให้เม็ดเงินกลับสู่ผู้ผลิตไทยอย่างแท้จริง
2.มาตรการปลดล็อกข้อจำกัดการผลิต ได้แก่ เปิดการส่งออกน้ำมันส่วนที่เกินจากความต้องการอย่างมีเงื่อนไข โดยการดูแลราคาขายปลีกยังดำเนินการได้ผ่านกลไกค่าการกลั่นที่มีอยู่ เร่งรัดโครงการก่อสร้างภาครัฐพร้อมส่งเสริมการใช้เกณฑ์ Made in Thailand (MiT) ซึ่งจะช่วยฟื้นคำสั่งซื้อเหล็กและวัสดุก่อสร้างโดยตรง
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินว่าหากยกระดับ CapU เพิ่มขึ้น 5 จุด จากระดับปัจจุบันที่ประมาณร้อยละ 57.5 เป็นร้อยละ 62.5 จะช่วยเพิ่ม GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณ 140,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.7 ของ GDP โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มสินค้าสำเร็จรูปที่ Buy Thai เข้าถึงได้โดยตรง และอีกส่วนสำคัญมาจากการปลดล็อกเชิงนโยบายข้างต้น
อีกด้านหนึ่งการลงทุนรวมในไตรมาส 2 ขยายตัวร้อยละ 9.1 และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 เร่งขึ้นจากร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก สะท้อนแรงส่งของการลงทุนในอุตสาหกรรมศักยภาพ โดยเฉพาะเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ และ Data Center ซึ่งปัจจุบันโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในครึ่งปีแรกมีการใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด เป้าหมายของ ส.อ.ท. คือ ยกระดับสัดส่วนนี้ให้สูงขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทย การใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) เพื่อให้การขยายตัวของการลงทุนยกระดับขีดความสามารถของภาคการผลิตไทยในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

