‘ส.อ.ท.’โชว์ผลงาน ดัน‘5I’ยกระดับSME-อุตฯไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การดำเนินงานในช่วง 90 วันแรก ภายใต้ยุทธศาสตร์ “The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5I” ผ่านความร่วมมือในระดับนโยบาย ควบคู่กับการผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งภายหลังเข้ารับตำแหน่งและแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารได้ 2 สัปดาห์ ได้นำคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอ 6 ข้อเสนอสำคัญของภาคอุตสาหกรรม ครอบคลุมการส่งเสริมสินค้า Made in Thailand การช่วยเหลือ SMEs การปรับโครงสร้างพลังงาน การปฏิรูปกฎหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม
โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญที่มีความคืบหน้า คือ “การรื้อฟื้นกลไก กรอ.” เพื่อให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีเวทีร่วมกันในการแก้ไขปัญหาภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ. และมีการประชุมเพื่อขับเคลื่อนงานแล้ว 2 ครั้ง ถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย
ด้านการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรม ส.อ.ท. ได้หารือกับ นายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 2 ครั้ง เพื่อผลักดันประเด็นสำคัญที่มีผลต่อความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเฉพาะการสนับสนุนการขับเคลื่อนแผน PDP2026, การเปิด Direct PPA และการส่งเสริมพลังงานสะอาด
ด้านการปฏิรูปกฎหมายและธรรมาภิบาล ส.อ.ท. ในฐานะองค์กรภาคเอกชนและเป็น 1 ในสถาบันหลักของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมผลักดันการขับเคลื่อนภารกิจ “Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” เพื่อต่อต้านการทุจริตและยกระดับความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) เพื่อขับเคลื่อนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้งผลักดันข้อเสนอภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ด้านการปฏิรูปกฎหมาย ส.อ.ท. ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมคณะทำงานปฏิรูปกฎหมาย โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธาน
สำหรับในมิติการนำเทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรมมาปรับใช้ และการพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต ส.อ.ท. ได้หารือกับ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ส.อ.ท. ได้เข้าพบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกระทรวงหลักที่กำกับดูแลและทำงานร่วมกับ ส.อ.ท. โดยได้สรุปร่วมกันให้มีการประชุมทุก 2 เดือน เพื่อติดตามและประสานงานกันอย่างใกล้ชิด
ด้านการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ส.อ.ท. หารือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อร่วมกันพัฒนา SMEs ล่าสุด ส.อ.ท. ได้รับงบสนับสนุนในการผลักดันการนำ AI มาใช้เพิ่มขีดความสามารถของ SMEs ผ่านโครงการ AI Camp และหารือกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เชื่อมโยงความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมของ ส.อ.ท. เพื่อนำมาต่อยอดและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในทุกรูปแบบ
นอกจากการทำงานเชิงนโยบายกับภาครัฐแล้ว ส.อ.ท. ยังเดินหน้าปรับระบบการทำงานภายในองค์กร โดยจัดโครงสร้างการบริหารออกเป็น 31 หน่วยงาน เพื่อให้การทำงานตอบโจทย์สมาชิกได้ครอบคลุม เชื่อมโยง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร โดยให้บริษัท PricewaterhouseCoopers ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและตรวจสอบบัญชีที่มีความน่าเชื่อถือระดับโลก เป็นผู้ตรวจสอบระบบงาน เพื่อรองรับการปรับปรุงระบบงานให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ การผลักดัน Made in Thailand (MiT) ให้เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มการใช้สินค้าไทย ตั้งเป้าการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าไทยมูลค่า 2 แสนล้านบาท พร้อมต่อยอดไปยัง 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง เครื่องมือแพทย์
“เราจะไม่หยุดเพียง MiT เพราะเป้าหมายที่ใหญ่กว่าคือ การผลักดันโครงการ Buy Thai ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเปลี่ยนกำลังซื้อให้เป็นคำสั่งซื้อสินค้าไทย เพิ่มการใช้กำลังการผลิต และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย” นางพิมพ์ใจ กล่าว
อีกทั้งยังร่วมมือกับสยามพิวรรธน์ ในการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาสินค้า ต่อยอดธุรกิจ และเข้าถึงตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างรากฐานให้สินค้าไทยเติบโตและแข่งขันได้ รวมถึงการส่งเสริมและขับเคลื่อนมาตรฐาน มอก. 9999 เพื่อน้อมนำหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” มาปฏิบัติในภาคอุตสาหกรรม
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 90 วันแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนโครงการหรือกิจกรรม แต่คือการทำให้ยุทธศาสตร์ “5I” เชื่อมโยงจาก “นโยบาย” ไปสู่ “การลงมือทำ” และจาก “การลงมือทำ” ไปสู่ “ผลลัพธ์”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

