ครึ่งปีใช้สิทธิ‘FTA’ ทะลุ 1.57 ล้านล.-ทุเรียนสูงสุด

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีมูลค่า 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 80.83% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA
โดย 5 อันดับการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) เป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 15,937.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 67.50% รองลงมาเป็นความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 14,264.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 94.50% ,ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,110.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 78.73% ,ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,819.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 85.86% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,027.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 59.03%
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ 3.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 4.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ และ 5.เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ์ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.เนื้อไก่ปรุงแต่ง 3.น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่นๆ 4.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง 5.ฝรั่ง มะม่วง และมังคุดมีมูลค่ารวม 13,149.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.36% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ 2.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ 4.เครื่องทอง เครื่องเงินและส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ 5.เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 34,919.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.64% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด
“ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การค้าในยุคใหม่จำเป็นต้องลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้า ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยภาครัฐจะเร่งผลักดัน FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้แก่ผู้ประกอบการไทย ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เน้นคุณภาพ มาตรฐาน และความแตกต่างของสินค้า พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศและถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ”นางอารดา กล่าว
โดยในปีงบประมาณ 2569 กรมฯได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA จำนวน 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ และจะยังเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดศักยภาพทั่วโลก ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2569 กรมฯได้นำผู้ประกอบการ SME เดินทางสู่ 3 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย ภายใต้โครงการ “Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA” เพื่อเปิดตลาดใหม่และเตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในเดือนมกราคม 2570 โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม
ในขณะที่อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ“Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA” ได้มีโอกาสเจรจาซื้อขายกับผู้นำเข้า พร้อมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเรียนรู้กฎระเบียบในพื้นที่จริง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA และขยายธุรกิจในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

