Seagate เผยผลวิจัยระดับโลก ชี้ AI เร่งดีมานด์ด้านการจัดเก็บข้อมูลเพียง 38% เท่านั้นที่พร้อมรองรับ

ผลวิจัยชี้ AI กำลังผลักดันให้องค์กรปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อปลดล็อกมูลค่าของข้อมูลในระยะยาว
ซีเกท เทคโนโลยี (NASDAQ: STX) เปิดเผยรายงาน Data Infrastructure Readiness ประจำปี 2569 เป็นครั้งแรกในวันนี้ ซึ่งเป็นผลการวิจัยระดับโลกที่สำรวจว่าองค์กรต่าง ๆ กำลังเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอย่างไร เพื่อรองรับการเติบโตและการใช้งาน AI ในระยะต่อไป
รายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในการวางแผนด้าน AI ขององค์กร เมื่อ AI ก้าวจากการทดลองใช้งานในระยะแรกสู่การใช้งานในวงกว้างมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญในการจัดเก็บ เข้าถึง บริหารจัดการ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลในระดับองค์กร โดยผู้นำด้านไอทีขององค์กรเกือบทั้งหมด (99%) คาดการณ์ว่า AI จะทำให้ความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มีเพียง 38% เท่านั้นที่เชื่อว่าองค์กรของตนมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับความต้องการนี้
รายงานฉบับนี้อ้างอิงผลการวิจัยอิสระที่จัดทำโดย Recon Analytics ซึ่งสำรวจผู้บริหารและผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านเทคโนโลยีระดับองค์กรจำนวน 2,712 ราย จาก 7 ตลาดสำคัญทั่วโลก โดยมีรายงาน ดังนี้
เกือบ 9 ใน 10 แห่งขององค์กร (86%) รายงานว่าได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ด้าน AI ในระดับปานกลางหรือระดับสูง โดยในจำนวนนี้ หนึ่งในสาม (33%) ระบุว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่วัดผลได้อย่างมีนัยสำคัญ
99% ขององค์กรคาดว่า AI จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลให้เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดย 32% คาดว่าความต้องการดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งหนึ่งจากระดับปัจจุบัน
คุณภาพและความพร้อมของข้อมูล (52%) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บข้อมูล (43%) เป็นความท้าทายหลักในการขยายการใช้งาน AI ในองค์กร โดยโครงสร้างพื้นฐานด้าน การจัดเก็บข้อมูลถูกมองว่าเป็นความท้าทายมากกว่าความพร้อมของทรัพยากรประมวลผล (27%) และข้อจำกัดด้านพลังงาน (24%)
98% ขององค์กรเชื่อว่า AI กำลังยกระดับบทบาทของระบบจัดเก็บข้อมูล (Storage) ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจและการสร้างมูลค่าจากข้อมูลในอนาคต
ผลการวิจัยโดยรวมสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรต่าง ๆ กำลังขยายมุมมองด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI จากการมุ่งเน้นเฉพาะด้านการประมวลผล (Compute) ไปสู่การให้ความสำคัญกับรากฐานด้านข้อมูลมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น ยกระดับการเข้าถึงและการกำกับดูแลข้อมูล รวมถึงเพิ่มความสามารถในการขยายระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว โดย Seagate เรียกแนวทางนี้ว่า “Sustainable Scaling” หรือการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขีดความสามารถของ AI และสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอย่างต่อเนื่อง ในทางปฏิบัติ แนวคิดดังกล่าวหมายถึงการวางแผนและตัดสินใจด้านโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับปริมาณข้อมูลสำหรับ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่งเสริมความยั่งยืน และสร้างคุณค่าจากข้อมูลในระยะยาวได้สูงสุด
Melyssa Banda รองประธานฝ่ายธุรกิจ Edge Storage ของ Seagate Technology กล่าวว่า “AI กำลังพลิกโฉมแนวทางที่องค์กรใช้ในการวางแผน พัฒนา และบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ยิ่งปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นมากเท่าใด โอกาสในการสร้างคุณค่าจากข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากขึ้นเท่านั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้สามารถจัดเก็บ เข้าถึง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว” และย้ำว่า “แนวคิด Sustainable Scaling คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการเติบโตของ AI และข้อมูลในอนาคต ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และการสร้างคุณค่าจากข้อมูลในระยะยาวให้กับองค์กร”
ผลตอบแทนจาก AI กำลังยกระดับคุณค่าทางธุรกิจของข้อมูล
ปัจจุบัน AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ให้กับองค์กรทั่วโลก ความสำเร็จดังกล่าวทำให้องค์กรหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลมากขึ้น เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการขับเคลื่อน AI และสร้างคุณค่าจากข้อมูลได้อย่างเต็มศักยภาพ
กว่า 98% ขององค์กรต่างเห็นพ้องว่า AI กำลังยกระดับระบบจัดเก็บข้อมูลให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจ
กว่า 99% ขององค์กร คาดการณ์ว่า AI จะเข้ามาเพิ่มความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลในช่วง 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม มีเพียง 38% เท่านั้นที่เชื่อว่าองค์กรของตนมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับความต้องการด้านข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวจากการใช้งาน AI
เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น องค์กรต่าง ๆ กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงสองด้านพร้อมกัน คือปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บและบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น และมูลค่าที่อาจได้รับจากข้อมูลเหล่านั้นที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยนำเข้าอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ระยะยาวที่องค์กรจำเป็นต้องเก็บรักษา บริหารจัดการ และใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างคุณค่าทางธุรกิจในระยะยาว
โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลกำลังมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นต่อกลยุทธ์ AI
แม้ 99% ขององค์กรคาดการณ์ว่า AI จะเพิ่มความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มีองค์กรเพียง 38% เท่านั้นที่เชื่อว่าองค์กรของตนมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับความต้องการด้านข้อมูลในระยะยาว การศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรกำลังมองไกลกว่าการเพิ่มขีดความสามารถด้านการจัดเก็บข้อมูล โดยหันมาให้ความสำคัญกับความพร้อมของข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน การกำกับดูแลข้อมูล งบประมาณ และความพร้อมเชิงกลยุทธ์ด้าน AI เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการขยายการใช้งาน AI ในอนาคต
มีองค์กรเพียง 38% ที่มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรองรับความต้องการด้านข้อมูลของ AI ในระยะยาว
กว่า 3 ใน 4 ขององค์กร (76%) ระบุว่าการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์เป็นหนึ่งในสามของความสำคัญอันดับแรก ในด้านโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร ในขณะที่ 20% ระบุว่าเป็นลำดับความสำคัญอันดับหนึ่งในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับความพร้อมของกลยุทธ์ AI (16%) งบประมาณและทรัพยากร (14%) รวมถึงการจัดการและการกำกับดูแลข้อมูล (14%) เป็นอุปสรรคสำคัญที่องค์กรต้องเผชิญในการยกระดับความพร้อมเพื่อรองรับ AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพคุณภาพและความพร้อมของข้อมูล (53%) รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บข้อมูล (43%) ถูกจัดให้เป็นความท้าทายสำคัญที่สุดในการนำ AI ไปใช้งานในองค์กร โดยความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานการจัดเก็บข้อมูลยังมีความสำคัญสูงกว่าทั้งด้านความพร้อมของทรัพยากรประมวลผล (Compute Availability) ที่ 27% และข้อจำกัดด้านพลังงานที่ 24%ผลการวิจัยเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างต่อการวางแผน AI ในองค์กร คือองค์กรไม่ได้พิจารณาเพียงการนำ AI มาใช้งาน แต่กำลังให้ความสำคัญกับการวางรากฐานด้านข้อมูลที่เหมาะสม เพื่อให้ AI สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ รองรับการขยายตัวในอนาคต และสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องประสิทธิภาพและการวางแผนในระยะยาว กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI
ผลสำรวจระบุว่า เมื่อความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นจากการใช้งาน AI องค์กรกำลังให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานตลอดวงจรชีวิตมากขึ้น โดยมีการประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐานจะสามารถรองรับการขยายตัวของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบได้มากน้อยแค่ไหน และสามารถสนับสนุนการสร้างคุณค่าจากข้อมูลในระยะยาวได้อย่างไร
องค์กรกว่า 97% มองว่าการยืดอายุการใช้งานของโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยส่งเสริมความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ 94% คาดการณ์ว่าการดำเนินงานด้านระบบจัดเก็บข้อมูลขององค์กรจะมีความยั่งยืนมากขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า
เกือบ 8 ใน 10 ขององค์กร (77%) ระบุชะลอหรือปรับโครงสร้างแผนการขยายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI เนื่องจากความกังวลด้านความยั่งยืนหรือการใช้พลังงาน โดยในจำนวนนี้มีถึง 36% ที่ได้ปรับโครงสร้างแผนการขยายงานดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ
การใช้พลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI (52%) และการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้พลังงาน (51%) ถูกจัดให้เป็นความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมอันดับต้น ๆ ขององค์กร
งานวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า องค์กรกำลังผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการวางกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น โดยมองความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกำหนดแนวทางการขยายระบบ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และรองรับการเติบโตของข้อมูลจาก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว
“AI ในยุคต่อไปจะต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการเติบโตของข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง แต่การเพิ่มความจุเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การวางกลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างชาญฉลาด เพื่อให้องค์กรสามารถขยาย จัดการ จัดเก็บ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด องค์กรที่สามารถสร้างคุณค่าระยะยาวจาก AI ได้สำเร็จ จะเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลในฐานะกลยุทธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงองค์ประกอบด้านเทคโนโลยีเท่านั้น” Melyssa Banda กล่าว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

