นักวิชาการ-ผู้เชี่ยวชาญ ชี้ มอก.เหล็กใหม่ต้องคุมถึงต้นทาง หวั่นทดสอบปลายทางไม่พอ ย้ำความปลอดภัย-คุณภาพต้องสม่ำเสมอ

นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ เห็นด้วย มาตรฐานเหล็กฉบับใหม่ ควรควบคุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทาง ไม่ควรสุ่มตรวจสอบแค่คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ปลายทาง หวังช่วยคุมคุณภาพความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน ย้ำเหล็กเส้นมีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงด้านโครงสร้างพื้นฐานของอาคาร
นายพงศ์เทพ เทพบางจาก รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และหนึ่งในกรรมการวิชาการ คณะที่ 84 หรือ กว.84 ให้ความเห็นว่า มาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างควรอยู่ที่ความปลอดภัยและความสม่ำเสมอของคุณภาพ เพราะเหล็กเส้นไม่ใช่สินค้าทั่วไป แต่เป็นวัสดุโครงสร้างที่มีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนใช้งาน
ตัวอย่างจากในประเทศจีน ได้มีข้อกำหนดด้านเทคโนโลยีการผลิตไว้อย่างรัดกุม เช่น การกำหนดกรรมวิธีการผลิตด้วย EF และ BO รวมถึงการกำหนดให้เหล็กเกรดต้านทานแผ่นดินไหว ต้องผ่านกระบวน การปรุงนอกเตาหลอม หรือ External Refining เป็นข้อกำหนดที่สะท้อนว่าคุณภาพของเหล็กสำหรับงานโครงสร้างไม่ควรถูกพิจารณาเฉพาะผลทดสอบของผลิตภัณฑ์ปลายทางเท่านั้น แต่ต้องกำหนดกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่ต้นทาง
นายพงศ์เทพ กล่าวอีกว่า การที่ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ เนื่องจากเหล็กเส้นเมื่อถูกนำไปใช้ในโครงสร้างแล้ว เหล็กจะถูกฝังอยู่ภายในคอนกรีตไม่สามารถตรวจสอบได้อีก เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ผลการทดสอบคือ ความสม่ำเสมอของคุณภาพ หรือ Consistency ซึ่งผลการทดสอบแต่ละครั้งเป็นเพียงการสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในปริมาณที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณเหล็กทั้งหมดที่ผลิตออกมาทั้งหมด ในกรณีเหล็กอาจเป็นการสุ่มในระดับเพียง ppm
“การผ่านการทดสอบจากตัวอย่างจำนวนจำกัดตามเงื่อนไขของร่าง มอก.ไม่สามารถยืนยันคุณภาพของเหล็กเส้นทั้งหมดได้ ร่างมาตรฐานเหล็กฉบับใหม่จึงจำเป็นต้องกำหนดกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่ต้นทาง และต้องมีทั้ง มาตรฐานกรรมวิธีการผลิต การทดสอบผลิตภัณฑ์ และระบบกำกับดูแลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมทั้งควรจัดทำคู่มือการเลือกใช้เหล็กเส้น เพื่อคำนึงในมุมของความปลอดภัย ที่ไม่ควรให้ผู้บริโภคต้องรับภาระตรวจสอบเพียงลำพัง เพราะผู้บริโภคทั่วไปไม่มีความรู้ด้านโลหะวิทยา” นายพงศ์เทพ กล่าว
นายฉัตรชัย สมศิริ อดีตอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโลหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การกำหนดมาตรฐานควรพิจารณาที่กระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการออกซิเดชัน การรีดักชัน และการทำความสะอาดน้ำเหล็ก ซึ่งกรรมวิธีการผลิตจากเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ IF เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำจัดฟอสฟอรัสและกำมะถันที่ปนอยู่ในเศษเหล็กได้ และผู้ประกอบการจะต้องมีจริยธรรมประกอบการร่วมการบริหารด้วย
นายธีรยุทธ เลิศรังสรรค์ อนุกรรมการกลุ่มเตาอาร์ก และผู้แทนจากสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์กไฟฟ้า กล่าวว่า มลทินในเหล็กจากกระบวนการกรรมวิธีการผลิตจากเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ IF อาจกระทบความเหนียว ความสามารถในการรับแรงจากแผ่นดินไหว และคุณสมบัติการเชื่อม ในขณะที่กระบวนการ EAF และเตาสำหรับผลิตเหล็กกล้า ใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์เป่าด้วยแรงดันสูงลงบนน้ำเหล็กดิบเพื่อกำจัดคาร์บอน (BOF) มีขั้นตอนการปรับปรุงคุณภาพเหล็กหลอมเหลว และการควบคุมตะกรัน (Slag) ที่มีประสิทธิภาพกว่า
“ในจีนได้ห้ามใช้การผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างโครงสร้างอาคารสูง จากกรรมวิธีการผลิตจากเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ IF โดยไม่มีข้อยกเว้น แม้จะติดตั้งระบบปรุงน้ำเหล็กเพิ่มเติมก็ตาม เพราะอาจกระทบความเหนียว มาตรฐานกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ” นายธีรยุทธ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

