ศุภวุฒิ หนุนคลังแตะเบรกอุ้มดีเซลถ้วนหน้า เตือนกระทบวินัยการคลัง ชี้ช่วยเกษตรกรตรงจุดกว่า

จากกรณีข้อถกเถียงทางนโยบายเศรษฐกิจเกี่ยวกับการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงราคาน้ำมันพุ่งสูง โดยมีการเสนอแนวคิดให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลแบบถ้วนหน้า ลิตรละ 5 บาท ขณะที่แนวทางของกระทรวงการคลัง ภายใต้การนำของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เน้นที่การใช้เครื่องมือเศรษฐกิจหลายเครื่องมือ เพื่อดูแลราคาน้ำมันอย่างรอบด้าน และกำหนดนโยบายที่ชัดเจนว่าหากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะพุ่งเป้าไปที่ประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก
ในประเด็นนี้ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมาว่าในกรณีนี้ตนเห็นด้วยกับแนวทางของ ดร.เอกนิติ เพราะภาษีสรรพสามิต คือภาษีที่เก็บจากสินค้าที่ส่งผลกระทบในกรอบกว้าง เช่น บุหรี่ เหล้า รวมถึงน้ำมันด้วย ล่าสุดประเทศไทยเราได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ ก็ควรจะตรึงราคาไว้ เพราะสถานการณ์ตรงนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป จึงควรถือเป็นหลักการที่ต้องตรึงไว้เช่นเดิม ขณะที่การรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันควรใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเป็นหลัก แม้กองทุนจะต้องแบกรับภาระหนี้ในช่วงราคาน้ำมันแพง และส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงได้ช้ากว่าตลาดโลกในเวลาต่อมาเพราะต้องนำเงินไปชำระคืนหนี้ก็ตาม
ประธานกรรมการสภาพัฒน์ ระบุเพิ่มเติมว่าการดำเนินนโยบายบรรเทาผลกระทบระยะสั้นจะต้องยึดหลักการ 3Ts คือ ทันท่วงที (Timely) พุ่งเป้าหมาย (Targeted) และเป็นมาตรการชั่วคราว (Temporary) ไม่สร้างภาระยาวนานแก่รัฐบาล ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักและเปราะบางที่สุดคือกลุ่มเกษตรกร ทั้งยังเป็นผู้ผลิตสินค้าอาหารซึ่งส่งผลต่อราคาอาหารและอัตราเงินเฟ้อในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นมาตรการที่จะเป็นการเจาะจงช่วยเหลือเกษตรกรจึงมีความคุ้มค่าและตรงจุดที่สุด
ในทางกลับกัน การลดภาษีดีเซลแบบเหวี่ยงแหถ้วนหน้าถือเป็นมาตรการที่ใช้ทรัพยากรสูงโดยไม่จำเป็น และส่งผลประโยชน์ไปถึงกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบมาก เช่น ผู้ใช้รถยนต์ดีเซลหรูซึ่งเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างไม่รัดกุม ในขณะที่รัฐบาลยังมีภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในด้านอื่นอีกมาก
“สภาพราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัญหาร่วมกันทั่วโลก การใช้นโยบายช่วยเหลืออย่างรัดกุมและพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มจึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิ ยังแสดงความห่วงใยต่อวินัยทางการคลัง โดยชี้ว่าปัจจุบันรัฐบาลแบกรับการขาดดุลงบประมาณราว 4% ของจีดีพี ซึ่งเป็นการขาดดุลขั้นพื้นฐาน (Primary Deficit) สูงถึง 3% ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปีนับแต่วิกฤตโควิด-19 ดังนั้นการกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยการลดภาษีจึงเสี่ยงต่อการถูกตั้งคำถามด้านวินัยการคลังอย่างหนัก อีกทั้งในทางการเมือง การปรับลดภาษีลงแล้วจะนำกลับขึ้นมาใหม่ได้ยากมาก ดังเช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ติดอยู่ที่7% มายาวนานกว่า 20 ปี เป็นต้น
"รัฐบาลมีภาระงบประมาณต้องใช้จำนวนมาก ขณะที่เงินมีอยู่จำกัด จะจัดสรรเพื่อเรื่องอะไร เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าจะดูแลเรื่องราคาดีเซล ต้องเจาะจงเฉพาะกลุ่ม ต้องดูแลกลุ่มที่ถูกกระทบมากที่สุดครับ เหวี่ยงแหไปทั้งหมดจะมีผลกระทบข้างเคียงตามมา” ประธานกรรมการสภาพัฒน์ ระบุ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




