‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ชี้เปรี้ยง! เศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอลง คาดGDPทั้งปีโต2%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่รายงาน ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และหดตัว 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) แม้ดีกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ที่ 1.3%YoY แต่ยังไม่เปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากตัวเลขที่ดีกว่าคาดส่วนใหญ่มาจากการสะสมสินค้าคงคลัง ขณะที่แรงส่งจากองค์ประกอบอื่นของเศรษฐกิจอ่อนแรงลง โดยการลงทุนภาคเอกชนยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
GDP ไตรมาส 2/2569 ออกมาดีกว่าที่คาด จากการสะสมสินค้าคงคลังเป็นแรงหนุนหลัก โดยเฉพาะสินค้าภาคอุตสาหกรรมที่มีการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางและอุปสงค์ที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ขั้นสุดท้าย ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอลงจากไตรมาสก่อน จึงยังสะท้อนภาพภาคการผลิตที่อ่อนแอ ขณะที่องค์ประกอบอื่นๆ ของ GDP โดยรวมค่อนข้างสอดคล้องกับที่คาดไว้
การลงทุนภาคเอกชนยังเป็นจุดแข็งสำคัญของเศรษฐกิจ โดยขยายตัวเร่งขึ้น 13.4% YoY นำโดยการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น 16.6% YoY อย่างไรก็ดี แรงส่งต่อเศรษฐกิจในประเทศยังจำกัด เนื่องจากการลงทุนส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าขั้นกลางในระดับสูง ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนเริ่มชะลอลงเหลือ 1.1% YoY จากการก่อสร้างโรงงานที่หดตัว 0.3%YoY หลังเร่งตัวไปในช่วงก่อนหน้าสะท้อนว่าการฟื้นตัวของการลงทุนยังมีลักษณะกระจุกตัวและไม่ได้กระจายไปทั่วทั้งเศรษฐกิจ
การขาดดุลการค้าและดุลบริการเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยมากขึ้น โดยไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ (ฐานดุลบัญชีเดินสะพัด) ในไตรมาส 2/2569 จากการนำเข้าสินค้าที่เร่งขึ้นเพื่อรองรับทั้งการผลิตเพื่อส่งออกและการลงทุนในประเทศ ขณะที่ดุลบริการพลิกกลับมาขาดดุลจากรายได้ท่องเที่ยวที่ลดลงและค่าระวางขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สะท้อนว่าแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนบางส่วนรั่วไหลออกจากเศรษฐกิจผ่านการนำเข้าที่สูงขึ้น
การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงจากความเชื่อมั่นและกำลังซื้อที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แม้มาตรการกระตุ้นภาครัฐจะช่วยพยุงการใช้จ่ายในเดือนมิ.ย. แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันดังกล่าวทั้งหมด
แม้ GDP ไตรมาส 2 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 2.0% โดยยังคาดว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะชะลอลงจากครึ่งปีแรกที่ขยายตัวที่ 2.4% แม้มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการการคลัง ก่อนชะลอลงอีกครั้งในไตรมาส 4/2569 ตามโมเมนตัมการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่อ่อนแรงลง
การลงทุนภาคเอกชนยังมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในครึ่งปีหลัง แต่คาดว่าแรงส่งจะชะลอลงหลังมีการเร่งลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มดิจิทัล(Data Center) ซึ่งสะท้อนการฟื้นตัวแบบ K-shaped ขณะที่ผลบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศในระยะสั้นยังจำกัดจากการพึ่งพาเครื่องจักรและอุปกรณ์นำเข้าในระดับสูง
การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามกำลังซื้อที่อ่อนแรง โดยมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและการเติมเงินบัตรสวัสดิการจะช่วยพยุงการบริโภคในไตรมาส 3/2569 ได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยกำลังซื้อที่ชะลอลง สะท้อนจากดัชนีค้าปลีกเดือน ก.ค. 2569 ที่ปรับลดลงแม้มีมาตรการสนับสนุน ขณะที่ในไตรมาส 4/2569 หากไม่มีการต่ออายุมาตรการหรือมีการลดวงเงิน คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ
การส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงหลังเร่งตัวสูงในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจชะลอตามวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ขณะที่ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ มีแนวโน้มเปลี่ยนจากประเด็นระดับอัตราภาษีไปสู่การบังคับใช้มาตรการทางการค้ามากขึ้น โดยภาษีนำเข้า 12.5% จากประเด็นแรงงานบังคับไม่น่ากระทบความสามารถในการแข่งขันของไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การสอบสวนประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างและการตรวจสอบสินค้าสวมสิทธิ์ (transshipment) ซึ่งยังต้องรอรายละเอียดมาตรการของสหรัฐฯ และผลการเจรจาการค้าของไทย โดยคาดว่าจะส่งผลชัดเจนขึ้นในปี 2570
การนำเข้ามีแนวโน้มชะลอลงตามการส่งออกและราคาพลังงานที่ลดลง ทำให้คาดว่าการขาดดุลการค้ารายเดือนได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว อย่างไรก็ดี การนำเข้าสินค้าทุนยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงตามวัฏจักรการลงทุน ส่งผลให้ทั้งปี 2569 การนำเข้ายังขยายตัวสูงกว่าการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ รวมถึงกดดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุล
แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับดีขึ้น ภายใต้สมมติฐานความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลามในวงกว้าง โดยมีแรงหนุนจากราคาบัตรโดยสารในหลายเส้นทางที่เริ่มลดลงแม้ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยปีก่อน รวมถึงการจัดประชุม สัมมนา และเทศกาลดนตรีระดับโลกในช่วงไตรมาส 4/2569
ผลผลิตภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มชะลอลง โดยภาคเกษตรอาจได้รับผลกระทบจากเอลนีโญและต้นทุนปุ๋ยที่ทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องและทยอยลดสินค้าคงคลัง หลังจากเร่งสะสมสินค้าคงคลังไปในช่วงก่อนหน้า
โดยสรุป GDP ไตรมาส 2 ที่ดีกว่าคาด ยังไม่เปลี่ยนมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทยต่อเศรษฐกิจปี 2569 เนื่องจากแรงหนุนส่วนหนึ่งมาจากสินค้าคงคลัง ขณะที่การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศยังไม่แข็งแรงและการลงทุนมีการรั่วไหลผ่านการนำเข้าสูง เราจึงยังคงประมาณการ GDP ที่ 2.0% และมองว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงในครึ่งปีหลัง โดยความเสี่ยงสำคัญมีแนวโน้มขยับจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปสู่แรงกดดันจากภาคต่างประเทศและความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

