EVนำเข้าทุบตลาด จี้รัฐเคาะภาษีสกัดดีมานด์เทียม

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนสิงหาคม 2569 มีทั้งสิ้น 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2568 ทำให้รถยนต์ที่ผลิตได้ 8 เดือนแรกปีนี้ มีจำนวน 959,711 คัน เพิ่มขึ้น 1.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ด้านยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนสิงหาคม 2569 ทำได้ 69,724 คัน ลดลง 2.04%
ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 มี 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 1.04% จากเดือนกรกฎาคม 2569 และเพิ่มขึ้น 25.59% จากเดือนสิงหาคม 2568 เพราะยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (EV) มี 145,132 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% มีสัดส่วน 32.97% หรือเกือบ 1 ใน 3 ของยอดขาย แต่ยอดผลิตน้อยกว่ายอดขาย 6,595 คัน ทำให้ 8 เดือนแรกของปีนี้ ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในไทย มี 60,578 คัน มีสัดส่วนแค่ 41.74% ของยอดขาย เป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้านำเข้า 84,554 คัน มีสัดส่วน 58.26% ของยอดขาย แสดงว่ามีการนำเข้ามาขายมากกว่าผลิตในประเทศ ทำให้ผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่จ้างงานคนไทย และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศได้รับความเสียหาย
“จึงมีการเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างสมดุลให้ผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศมานาน และผู้ลงทุนรายใหม่ ให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะรถกระบะ และเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออกไปทั่วโลกตามความต้องการของประเทศคู่ค้าที่มีความแตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน” นายสุรพงษ์ กล่าว
สำหรับผลกระทบจากน้ำท่วม ส.อ.ท.ติดตามและตรวจสอบโรงงานสมาชิก พบว่า โรงงานผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ยังเดินสายผลิตได้ตามปกติ แม้จะมีโรงงานในบางพื้นที่ได้รับผลกระทบบ้าง ทางกลุ่มฯประเมินว่าหากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงใน 2-3 วัน จะไม่ส่งผลกระทบจนต้องปรับลดเป้าหมายภาพรวมที่ตั้งเป้ายอดผลิตทั้งปีที่ 1,450,000 คัน โดยผลิตส่งออก 900,000 คัน และผลิตขายในประเทศ 550,000 คัน
ด้านนายสุวัชร์ รองประธาน ส.อ.ท. และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยกำหนดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ไม่มีโรงงานผลิตในไทย สูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะอัตราภาษีที่ลดหลั่นกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในไทย เชื่อว่าจะจูงใจให้ผู้ผลิตสนใจลงทุน และขยายฐานการผลิต รวมทั้งเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือ local content ในประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังรอประกาศตัวเลขอัตราภาษีอย่างเป็นทางการ โดยยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าภาครัฐจะปรับขึ้นภาษีรถยนต์ EV นำเข้าเป็น 30% เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยังต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย โดยยังไม่ได้มีการฟันธงว่าจะอยู่ที่ระดับ 10% , 20% หรือ 30% โดยปัจจุบันรถยนต์ EV นำเข้ามีหลายระดับ ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นความชัดเจนจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ที่เร็วกว่านี้ เพราะส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภคในตลาด ผู้ที่วางแผนจะซื้อรถอาจเร่งซื้อก่อนการปรับขึ้นภาษี ทำให้เกิดดีมานด์เทียม ส่วนค่ายรถจะเร่งนำเข้ามาเพื่อสต็อกสินค้าไว้ล่วงหน้า และเข้าสู่สงครามราคาจากการทำโปรโมชั่นอย่างหนัก เพื่อระบายสต็อก ก่อนรถรุ่นใหม่ที่จะถูกเก็บภาษีเข้ามาทำตลาด
“ตัวเลขภาษีระดับ 30% ไม่ได้มาจากข้อเสนอของสมาคมหรือกลุ่มอุตสาหกรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่ที่ผ่านมา 10 สมาคมยานยนต์มีการเสนอแนวทางและตัวเลขต่อภาครัฐ โดยระดับ 30% มีเหตุผลเพื่อให้รถยนต์นำเข้ากับรถยนต์ที่ประกอบในประเทศมีการแข่งขันที่ใกล้เคียงกัน สำหรับการประชุมบอร์ด EV ครั้งต่อไป ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นความชัดเจนของแนวทางมากขึ้น เพราะหากยังไม่มีข้อสรุปก็ต้องรอต่อไปโดยไม่รู้ว่ากรอบเวลาจะอยู่ที่เมื่อใด” นายสุวัชร กล่าว

