รื้อฐาน‘ดัชนีMPI’ สศอ.อัปเป้าใหม่ปี’69พุ่ง3.75%

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมานายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ขับเคลื่อนการปรับปรุงดัชนีผลผลิคอุตสาหกรรม (MPI) เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยให้เป็นปัจจุบัน ครอบคลุมการลงทุนใหม่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดโลก โดย สศอ.ได้บรรจุ 3 ผลิตภัณฑ์ไฮเทคใหม่ เข้าสู่ชุดข้อมูลดัชนี MPI ได้แก่ 1.อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบออปติคอล 2.เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป และ 3.เครื่องสำรองไฟฟ้าสำหรับหน่วยประมวลผล รวมถึงเพิ่มตัวอย่างโรงงานใหม่ 28 แห่งในกลุ่ม Integrated Circuits (IC) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมปรับปรุงข้อมูลย้อนหลังไปจนถึงปี 2567 ทำให้การจัดทำดัชนีครอบคลุมกิจกรรมการผลิตมากขึ้น

ผลของการปรับปรุงส่งผลให้ดัชนี MPI เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัว 4.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราการใช้กำลังการผลิตขยับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 58.28% แต่หากไม่มีการปรับเพิ่มความครอบคลุมชุดข้อมูลใหม่ ดัชนี MPI จะอยู่ที่ระดับเพียง 96.04 โดยปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ดัชนี MPI ขยายตัว ได้แก่ ความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่เติบโตต่อเนื่อง , แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อประชาชนในประเทศ , การอ่อนค่าของเงินบาทเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านราคาในตลาดต่างประเทศ รวมถึงการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center
อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งผันผวนสูงจนกระทบต่อต้นทุนการผลิต , ความตึงตัวในการจัดหาวัตถุดิบอย่างเม็ดพลาสติก ตลอดจนการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ จากการปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณดัชนีให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจ และโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นจริง สศอ. จึงปรับเพิ่มประมาณการดัชนี MPI ปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 2.75-3.75% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 0-0.5% พร้อมปรับเพิ่มประมาณการ GDP ภาคอุตสาหกรรม ปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 0.8-1.8% จากเดิมคาดไว้ 0.75-1.75%
สำหรับระบบเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในภาพรวมเดือนกันยายน 2569 ส่งสัญญาณอยู่ในระดับปกติ โดยได้รับปัจจัยบวกภายในประเทศจากการลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และความเชื่อมั่นคำสั่งซื้อในกลุ่มยางพาราแปรรูป บรรจุภัณฑ์พลาสติก อาหารและเครื่องดื่ม ทว่าปัจจัยต่างประเทศยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงานและค่าขนส่ง
นายศุภกิจ กล่าวถึงการพัฒนาดัชนี MPI ในระยะถัดไป ว่า เนื่องจากปัจจุบันการคำนวณดัชนียังใช้วิธีถ่วงน้ำหนักแบบคงที่ (Fixed Weight) โดยใช้ปี 2564 เป็นปีฐาน แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจนอาจใช้เวลาน้อยกว่า 5 ปี สศอ. จึงกำลังศึกษาเตรียมทดสอบนำแนวทางการคำนวณแบบ Chain-linked volume index (Chain-link Approach) หรือการเชื่อมโยงดัชนีแบบต่อเนื่องด้วยการปรับถ่วงน้ำหนักเป็นรายปี/ทุก 2-3 ปี มาประยุกต์ใช้เช่นเดียวกับสิงคโปร์ เพื่อให้ดัชนี MPI สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ ยืดหยุ่น และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

