สมอ. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่าง มอก. เหล็กฉบับใหม่

สมอ. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่าง มอก. เหล็กฉบับใหม่ ‘อรรถวิชช์’ ยันเตา IF เสี่ยงความปลอดภัย
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปืดเวทีรับฟังความคิดเห็น “โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต”โดยตัวแทนภาคอุตสาหกรรม นักวิชาการ และนักการเมือง เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กฉบับใหม่ ที่มีเดิมพันสูงถึงความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนและความอยู่รอดของอุตสาหกรรมเหล็กไทย
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ สมอ.ว่า ข้อมูลที่ สมอ. ชี้แจงว่ากระบวนการพิจารณายังไม่เริ่มต้นนั้นไม่เป็นความจริง โดยร่างมาตรฐานนี้เคยถูกเสนอเข้าสู่คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ชุดใหญ่ไปแล้ว ต่อมา กมอ. มีมติชัดเจนให้กลับไปทบทวนเพื่อจำกัดกรรมวิธีการผลิตเฉพาะแบบเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) และเตาเบสิคออกซิเจน (BOF) เท่านั้น โดยสั่งตัดกรรมวิธีเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ออกไปเพื่อความปลอดภัย
ตั้งแต่ปี 2559-2569 โดย10 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยมีเจ้าหน้าที่ตรวจเหล็กอยู่ 5 คนจากกองสำนักงานมาตรฐาน ทำให้ในอดีตผู้ประกอบการมักใช้วิธีตัดเหล็กส่วนที่ดีมารอให้ตรวจ ทำให้ผลผ่านเกณฑ์มาโดยตลอด ทั้งที่ความจริงมีปัญหาเหล็กเบา ไม่ได้มาตรฐาน และเหล็กหักง่ายเมื่อดัดโค้ง
โดยสิ่งที่ปฏิบัติตามปกติคือมีการตัดเหล็กรอมารอให้ตรวจสอบแล้ว มันถึงได้ผ่านการตรวจสอบมาเรื่อย ๆ แต่ภายหลังเหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มมีทีมงานชุดสุดซอยที่ตนเป็นผู้ร่วมตรวจสอบสนธิกำลังจากหลายสำนัก จึงได้ผลตรวจว่าเหล็กไม่ผ่านมาตรฐานหลายตัวมาก
“ระวังมวยล้มในช่วงผลัดใบข้าราชการที่จะเกษียณในเดือนก.ย.2569 นี้ พร้อมจี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แสดงความชัดเจนเพื่อไม่ให้ความปลอดภัยของประชาชนถูกนำไปต่อรองในเชิงธุรกิจ” นายอรรถวิชช์ กล่าว
ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) กล่าวว่า ในปัจจุบันเริ่มมีการนำเหล็กกำลังสูงเข้ามาใช้งานในอุตสาหกรรมการก่อสร้างมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมวัสดุที่มีกระบวนการผลิตที่ดีขึ้น เนื่องด้วยเหล็กชนิดนี้เป็นสิ่งใหม่ จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องมีคู่มือแนะนำการใช้งานที่ชัดเจนเพื่อให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ใช้เป็นบรรทัดฐาน
สำหรับคุณสมบัติทางกายภาพของเหล็กกำลังสูงนั้นแตกต่างจากเหล็กทั่วไป เนื่องจากมีการเพิ่มปริมาณคาร์บอนเข้าไปในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มความแข็งแรง แต่ส่งผลให้ความเหนียว และความสามารถในการเชื่อมลดน้อยลง
“ปัญหาที่น่ากังวลคือ หากประชาชนหรือผู้รับเหมานำเหล็กชนิดนี้ไปใช้งานโดยขาดความรู้ความเข้าใจ แล้วไปทำการเชื่อมด้วยวิธีปกติ จะทำให้เหล็กกลายเป็นเหล็กเปราะทันที ซึ่งจะส่งผลให้โครงสร้างสูญเสียความสามารถในการต้านทานแผ่นดินไหวไปอย่างสิ้นเชิง จะเห็นได้จากเคสในฟิลิปปินส์ที่ตึกถล่มเพราะปัญหาคุณภาพเหล็กในลักษณะนี้” ดร.อมร กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน ขณะนี้ สมอ. ได้ประสานงานมายังสมาคมฯ เพื่อร่วมกันจัดทำเอกสารสำคัญ 2 ส่วน คือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ชุดใหม่ และคู่มือแนะนำการใช้งานในรูปแบบ Workshop Agreement โดยคู่มือดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ คู่มือสำหรับประชาชน เพื่อให้ความรู้ในการเลือกซื้อเหล็กอย่างถูกต้อง และคู่มือสำหรับวิศวกร เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการคำนวณตามมาตรฐานการออกแบบอาคาร และการนำไปใช้งานในไซต์งานก่อสร้าง
นายพงศ์เทพ เทพบางจาก รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินใจเรื่องมาตรฐานต้องยึดหลัก Consensus หรือเอกฉันท์ ไม่ใช่ใช้เพียงเสียงข้างมาก
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเทคนิคน่าสงสัยจากตัวแทนภาคอุตสาหกรรมว่าเหตุใดร่างมาตรฐานใหม่จึงตัดข้อกำหนดการลดปริมาณฟอสฟอรัสออก ทั้งที่ตามหลักโลหะวิทยา ฟอสฟอรัสเป็นธาตุอันตรายต่อคุณภาพเหล็ก พร้อมตั้งคำถามว่าร่างนี้เป็นการยกระดับหรือลดระดับคุณภาพกันแน่
ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยี Induction Furnace (IF) ผู้แทนกลุ่มผู้ประกอบการ ได้ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมทางกฎหมายของการจัดงานครั้งนี้ โดยอ้างถึงพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ที่ระบุว่าการออกกฎหมายที่กระทบผู้ประกอบการต้องทำอย่างตรงไปตรงมาและมีระยะเวลาเพียงพอ
อีกทั้งข้อกำหนดให้การรับฟังความคิดเห็นตามมาตรฐาน OECD ต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ สมอ. กลับจัดสัมมนาเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งอาจถือว่าขัดต่อขั้นตอนกฎหมายอย่างชัดเจน และหาก สมอ. ยังดันทุรังประกาศใช้ร่างที่ส่อว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย กลุ่มผู้ประกอบการที่ลงทุนมหาศาลเตรียมยื่นเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยและฟ้องร้องเรียกความเสียหายทันที
นายศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการ หล่อหลอมโลหะด้วยเตา IF ยืนยันว่า กรรมวิธีการผลิตเหล็กเรามีความมั่นใจว่าผลิตได้ตามมาตรฐาน มอก.ไม่ว่าจะฉบับเก่าหรือฉบับใหม่ก็ตาม ซึ่งมีการยกระดับมาตรฐานการผลิตสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนโดยเราสนับสนุน 100%
แต่ในที่ประชุมรับฟังความเห็นวันนี้กลับยกประเด็นเรื่องจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก IF มาพูดวันนี้ตนมองว่าไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มผู้ผลิตเหล็กแบบ IF โดยส่วนใหญ่อยู่มาเกือบ 20 ปีแล้ว ซึ่งสิ่งที่กล่าวอ้างมาในช่วง 10 ปีหลังนี้มาจากโรงงานการผลิตแค่ 2 ถึง 3 โรงเท่านั้น
"พวกเราอยู่มา 22 ปีแล้ว เราผลิตเหล็ก IF มาตั้งแต่ปี 2547 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้ผลิตเหล็กออกสู่ตลาดรวมทั้งหมดไม่รู้กี่ 10 ล้านตัน สมมุติมีปัญหาระหว่าง 20 ปีที่ผ่านมา คงเกิดปัญหาไปนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมามีปัญหาแค่ตรงนี้ ทั้งนี้มูลค่าทางธุรกิจของกลุ่ม IF หลายหมื่นล้าน รวมถึงมูลค่าทางการตลาดก็เป็นแสนล้าน ตรงนี้หาก สมอ.จะนำภาษีประชาชนมาชดเชยจะหยิบตรงไหนมาใช้”" นายศักดิ์ชัยกล่าว
นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าข้อถกเถียงดังกล่าวเป็นประเด็นในเรื่องการเมือง และการแข่งขันทางการค้ามากกว่า จึงอยากให้สื่อมวลชนและสังคมช่วยเป็นกระบอกเสียงต่อว่า พวกเราไม่ได้รับความเป็นธรรม
นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขอน้อมรับคำเตือนสติในเรื่องขั้นตอนกฎหมาย โดยจะประสานฝ่ายกฎหมายให้ทบทวนว่ากระบวนการใดที่ยังไม่ครบถ้วนเพื่อให้เดินหน้าได้อย่างถูกต้อง พร้อมยอมรับว่าในอดีต สมอ. อาจจะเคยทำมาตรฐานโดยไม่ได้ปรึกษาหารืออย่างกว้างขวาง แต่ในอนาคตจะมีการทำ Consultation กับ ส.อ.ท. ทุกเดือนเพื่อความโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม สมอ. ย้ำว่าเป้าหมายหลักคือการกำหนด National Standard ที่เหมาะสมกับอนาคตอุตสาหกรรมไทย โดยในวันถัดไปจะมีการนำผลลัพธ์จากการหารือนี้เสนอต่อ กมอ. เพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นการจำกัดกรรมวิธีการผลิตที่จะต้องหาจุดสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและผลกระทบต่อประชาชน
สมอ.กำลังปฏิรูปมาตรฐานสู่ระบบ Quality Infrastructure (NQI) โดยจะนำแนวทาง Risk-based Approach มาใช้ แบ่งกลุ่มผู้ประกอบการตามความเสี่ยง 3 ระดับ (ต่ำ-กลาง-สูง) เพื่อกำหนดความถี่ในการตรวจโรงงานตั้งแต่ทุก 3 เดือนไปจนถึง 1 ปี
นอกจากนี้ เตรียมนำเทคโนโลยี API (Application Programming Interface) มาใช้เชื่อมต่อข้อมูลจากห้องปฏิบัติการทดสอบ (Lab) ส่งตรงถึง สมอ. ทันทีที่ทดสอบสารเคมีเสร็จสิ้น เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้แบบ Real-time ก่อนสินค้าถึงมือผู้บริโภค พร้อมยืนยันว่าในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมที่ผ่านมา ได้ปูพรมตรวจโรงงานผลิตเหล็กในไทยครบ 100% แล้วทั้ง 45 ราย สำหรับข้อกังวลเรื่องขั้นตอนกฎหมาย สมอ. ขอน้อมรับไปทบทวนเพื่อให้การเดินหน้าถูกต้องที่สุด
อย่างไรก็ตาม ร่างมาตรฐานมอก.ฉบับใหม่นี้ ถือว่าเข้มงวดที่สุดในโลกด้วยการคุมธาตุเคมีถึง 18 ธาตุ ขยายขนาดถึง DB50 และสั่งแบนเหล็ก Tempcore อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ปมขัดแย้งเรื่องการแบนเตาหลอม IF ยังคงเป็นจุดแตกหักสำคัญ
“วันที่ 18 ส.ค. 2569 นี้ จะนำข้อเสนอในเวทีประชาพิจารณ์ครั้งนี้ เข้านำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการ กมอ. เพื่อร่วมพิจารณาต่อไป” นายเอกนิติ กล่าว

