ศุภจีเคาะแผนปี70 เพิ่มมูลค่าSMEอีก5.8พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ดส่งเสริม SME) ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ได้เห็นชอบเป้าหมายสำคัญในการยกระดับและขับเคลื่อนศักยภาพผู้ประกอบการ SME ไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ผ่านกรอบงบประมาณรวม 786 ล้านบาท ที่ได้รับการจัดสรรจากเงินกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงินปกติ 640.3 ล้านบาท และเงินสมทบกองทุนฯเพิ่มเติมอีก 145.7 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้อุดหนุนและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศตามเป้าหมายที่ไม่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 41,480 ราย เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการ SME ของไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้น
ทั้งนี้ นางศุภจี ได้มอบนโยบายว่าการจัดสรรงบประมาณไปยังกลุ่ม SME ต้องมุ่งเน้นที่จะสร้างความคุ้มค่าผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อขับเคลื่อนการเพิ่มขีดความสามารถ SME ไทย ดังนี้ 1.เพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยส่งเสริมให้ SME ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและธุรกิจดิจิทัล พร้อมขยายการให้บริการผ่านระบบ e-Service และเร่งผลักดันการลงทะเบียน SME ONE ID และ SME Profile เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับ SME ในการเข้าถึงบริการภาครัฐ ปัจจุบันมี SME ที่อยู่ในฐานข้อมูล SME ONE ID และ SME Profile แล้ว 623,323 ราย โดยตั้งเป้าหมายปี 2570 ให้มี SME เข้าสู่ระบบนี้เพิ่มขึ้น 35% หรือ 8.04 แสนราย
2.ส่งเสริมให้ SME เข้าถึงช่องทางตลาดสากลมากขึ้น โดยขยายโอกาสการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าระดับสากลผ่านแพลตฟอร์ม และช่องทางต่างๆให้มากขึ้น 3.ส่งเสริมให้ SME ปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยสนับสนุนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 4.เร่งช่วยเหลือและฟื้นฟู โดยให้ความสำคัญในการช่วยเหลือเยียวยา SME ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัยอย่างเร่งด่วน
ด้าน ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณดังกล่าวมุ่งเน้นสร้างความคุ้มค่าสูงสุด 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 2.ส่งเสริมการเข้าถึงช่องทางตลาดสากล และ 3.เตรียมความพร้อมปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดย สสว. คาดการณ์ว่าเม็ดเงินงบประมาณ 786 ล้านบาท ที่นำไปขับเคลื่อนในปี 2570 จะสร้างผลกระทบเชิงบวก และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนต่อเนื่องรวมกันได้ไม่ต่ำกว่า 5,856 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.4 เท่าของงบประมาณที่ได้รับ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป
ดร.ปณิตา กล่าวว่า นอกจากงบประมาณขับเคลื่อนปี 2570 บอร์ดส่งเสริม SME ยังเห็นชอบการเสนอมาตรการทางกฎหมายเพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับตัวรับกติกาการค้าใหม่ๆ เช่น กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (EV) โดยเร่งลดความซับซ้อนและจัดทำมาตรฐานการแปลงรถยนต์สันดาปเป็นรถไฟฟ้า (EV Conversion) การสร้างความเป็นธรรมให้ดีลเลอร์รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผลักดันกฎหมายสิทธิในการซ่อม (Right to Repair) เพื่อให้อู่อิสระเข้าถึงข้อมูลเทคนิคและอะไหล่ได้อย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านระบบให้บริการสนับสนุนด้านการพัฒนาธุรกิจ (BDS) ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน ให้การอุดหนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการไปแล้ว 5,972 ราย รวมเป็นวงเงินอุดหนุน 392 ล้านบาท สามารถผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมรวมแล้วมากกว่า 1,000 ล้านบาท
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

