อึ้งกองขยะพิษ ซุกที่บางปะกง สระแก้วก็โผล่ ค้นเจออีก5จุด

“วราวุธ” เผยชุดเฉพาะกิจปูพรมตรวจโรงงาน 5 จังหวัด 337 แห่ง สั่งกรมโรงงานฯ ฟันผิดตะลึงพบขยะแบตเตอรี่ลิเธียมซุกโกดังที่บางปะกง เร่งขยายผลนอมินีทุนจีน ส่วนสระแก้ว จี้หาผู้ลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม พบจุดต้องสงสัย 2 แห่ง ขณะที่ จ.ชลบุรี พบ 3 บริษัท ไร้ใบอนุญาต สั่งอายัดเครื่องจักร-เอาผิด
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม หลังจากชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ปูพรมตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม ใน 5 จังหวัด (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ) ระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงงานแล้ว 337 แห่ง จากเป้าหมาย 1,500 แห่ง พบความผิดหลักใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การติดตั้งหรือใช้เครื่องจักรไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาต 2.การละเว้นไม่ส่งรายงานตามที่กฎหมายกำหนด และ 3.ระบบบำบัดมลพิษไม่ได้มาตรฐาน
ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยออกคำสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 (มาตรา 37 และ 39) สั่งระงับการกระทำ ปรับปรุงแก้ไข หรือสั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราว รวมถึงใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 (มาตรา 52 และ 54) เพื่อจัดการวัตถุอันตรายอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ได้กำชับให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1,500 แห่งทั่วประเทศ โดยสรุปข้อมูลผลการตรวจและการดำเนินคดีทั้งหมด กระทรวงอุตสาหกรรม จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อกำหนดมาตรการและนโยบายในระดับชาติต่อไป
ที่ จ.ฉะเชิงเทรา วันเดียวกัน น.ส.อรุณรัตน์ พุ่มเจริญ นายอำเภอบางปะกง พร้อมด้วยนางสมจิตร์ พันธ์สุวรรณ นายกเทศมนตรี ต.ท่าข้าม ได้รับการประสานจากอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ร่วมตรวจสอบโรงงานลำดับที่ 105 (โรงงานประเภทประกอบกิจการเกี่ยวกับคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลฯ) และ 106 (โรงงานประเภทประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้ว มาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ) ในพื้นที่ ต.ท่าข้าม
อย่างไรก็ตาม น.ส.อรุณรัตน์ ได้สั่งการให้ น.ส.สุกัญญา แต่งเจริญ ปลัดอาวุโส อ.บางปะกง พร้อมด้วยปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ปลัดอำเภอ ฝ่ายอำนวยความเป็นธรรม เทศบาล ต.ท่าข้าม ตำรวจ สภ.บางปะกง และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ
จากการตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และประกอบกิจการผิดประเภทที่ขออนุญาต มีรายละเอียดดังนี้ 1.คณะฯ เข้าตรวจสอบบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่พื้นที่โกดัง หมู่ 3 ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง พบแบตเตอรี่ลิเธียม อยู่ในชั้นไม้วางของภายในอาคารโรงงานดังกล่าว จึงตรวจสอบใบอนุญาตเกี่ยวกับการประกอบกิจการ ปรากฏว่า มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (อภ.2)
สอบสวนนางกวิตตราภา ซึ่งแสดงตนเป็นเจ้าของกิจการ ทราบว่าบริษัทฯ ไม่ได้ขออนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ก่อนหน้านั้นเจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้สุ่มลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 โดยแจ้งให้บริษัทฯ ขนย้ายแบตเตอรี่ลิเธียม ออกจากพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้อง แต่ปรากฏว่าบริษัทฯ ไม่ได้ดำเนินการตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่น แจ้ง ประกอบกับเทศบาล ต.ท่าข้าม และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ได้รับแจ้งจากสายข่าว ว่ามีการแอบลักลอบขนย้ายแบตเตอรี่ลิเธียม และผลิตภัณฑ์กากอุตสาหกรรม ไปยังอาคารโรงงานอื่นในบริเวณใกล้เคียง คณะฯ จึงได้ขอเข้าตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง ปรากฏว่าพบแบตเตอรี่ลิเธียม และผลิตภัณฑ์กากอุตสาหกรรม ตามที่ได้รับแจ้งจริง ในอาคารโรงงาน W5 และ W 2-2 ห้อง 1
2.จากการตรวจสอบอาคารโรงงานข้างต้น คณะฯ ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมในอาคารโรงงาน W 2-2 ห้อง 2 ซึ่งขออนุญาตประกอบกิจการ โดยเป็นชื่ออีกบริษัท พบเครื่องจักรขนาดใหญ่ 2 เครื่อง และมีการคัดแยกกากอุตสาหกรรมจากแบตเตอรี่ลิเธียม จึงขอตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการ ปรากฏว่าเป็นการขออนุญาตประกอบกิจการผลิตแบตเตอรี่ ตามใบอนุญาต (รง.4) ซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการประกอบกิจการผิดประเภท ไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต
อนึ่ง ได้มีการยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 106 จากอุตสาหกรรมจังหวัดแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาต โดยนายอำเภอบางปะกง เปิดเผยว่า ได้อายัดของกลางทั้ง 5 โกดัง เอาไว้ ซึ่งมีน้ำหนักเกือบ 1 หมื่นตัน หลังจากนี้ได้ประสานให้ทางเทศบาล ต.ท่าข้าม ตรวจสอบแหล่งน้ำ คู คลอง สาธารณะที่เชื่อมต่อกับทางโกดัง และไหลลงแม่น้ำบางปะกงเป็นการด่วน และเตรียมดำเนินคดีกับกลุ่มคนไทยที่เป็นนอมินีกับกลุ่มคนจีน ที่ประกอบกิจการดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ที่ จ.สระแก้ว คณะทำงานได้บูรณาการร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบจุดต้องสงสัยลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมใน ต.สระขวัญ 2 แห่ง โดยจุดแรกบริเวณหมู่ 7 ซึ่งเป็นบ่อดินเก่า พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมาแล้ว 4 ครั้ง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ได้ส่งตัวอย่างตรวจวิเคราะห์ครบทั้ง 4 ครั้ง และดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์แล้ว 3 ครั้ง ส่วนอีกจุดบริเวณหมู่ 5 พบของเสียต้องสงสัยลักษณะคล้ายคราบน้ำมันใช้แล้ว ถูกนำมาทิ้งในบ่อดินเก่าที่ขุดขาย ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง ขณะนี้สำนักงานอุตสาหกรรม จ.สระแก้ว ได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจวิเคราะห์ ที่ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก กรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว โดยอยู่ระหว่างรอผลตรวจยืนยัน
จากนั้นคณะทำงานได้ประชุมหารือ ที่ อบต.สระขวัญ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์และกำหนดแนวทางป้องกันการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยมีข้อเสนอให้พิจารณามาตรการทางกายภาพ เช่น การทำรั้ว ขุดคูระบายน้ำ และใช้ผ้าใบคลุมพื้นที่เพื่อป้องกันการรั่วไหล รวมถึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสร้างแรงจูงใจให้ช่วยแจ้งเบาะแส และร่วมเฝ้าระวังป้องกันการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม
ด้านนายธวัชชัย ทองทับ นายก อบต.สระขวัญ เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชาชนในพื้นที่มีความตื่นตัวและให้ความร่วมมือในการเฝ้าระวังมากขึ้น และมีการประสานสำนักงานอุตสาหกรรม จ.สระแก้ว เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำกากอุตสาหกรรม มาทิ้ง รวมถึงเจ้าของบ่อ โดยคดีเข้าสู่กระบวนการแล้ว พร้อมฝากเตือนประชาชนอย่าให้ความร่วมมือกับบุคคล หรือกลุ่มผู้ที่นำกากอุตสาหกรรมมาลักลอบทิ้งในพื้นที่ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน
ขณะที่ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจควบคุมมลพิษ (ฉก.ควบคุมมลพิษ) เร่งตรวจสอบและขยายผลถึงต้นตอการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันปัญหามลพิษ และผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยบูรณาการภายใต้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจควบคุมมลพิษ ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ ตำรวจภูธรภาค 2 สำนักงานอุตสาหกรรม จ.ชลบุรี เทศบาล ต.ธาตุทอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบสถานประกอบการใน ต.ธาตุทอง อ.ธาตุทอง จ.ชลบุรี ตามหมายค้น พบสถานประกอบการรวม 4 บริษัท โดยมี 1 บริษัทได้รับใบอนุญาตถูกต้อง ขณะที่อีก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท รุ่ยเฟิง จำกัด บริษัท สโตนเทค จำกัด และบริษัท อี่หมิง จำกัด ประกอบกิจการเกี่ยวกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่มีใบอนุญาต ในจำนวนดังกล่าวมี 2 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างด้าวทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เทศบาล ต.ธาตุทอง ได้แจ้งความกล่าวโทษกรณีขัดคำสั่งเจ้าพนักงานและประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ขณะที่สำนักงานอุตสาหกรรม จ.ชลบุรีแจ้งความกล่าวโทษ กรณีตั้งและประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 พร้อมอายัดเครื่องจักรทั้งหมดเป็นหลักฐาน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้จับกุมบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย 15 คน แบ่งเป็นสัญชาติเมียนมา 8 คน และสัญชาติลาว 7 คน
น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า นายสุชาติ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าตรวจสอบและขยายผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบแหล่งที่มาของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การจัดการของเสียอันตราย และความเชื่อมโยงของสถานประกอบการที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

