ตร.ลุยค้น27จุด ทลายตุ๋นลงทุน จับ39ผู้ต้องหา ยึดทรัพย์500ล.

ศูนย์ ACSC จับมือตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการ Anti-Scam Matrix ทลายเครือข่ายตุ๋นลงทุนแอปฯ ETO TH ฟอกเงินผ่านคริปโตฯ ปูพรมค้น 27 จุดใน 11 จังหวัด รวบ 39 ผู้ต้องหา ยึดทรัพย์กว่า 500 ล้านบาท สอบชาวจีน รับหน้าที่ฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน เร่งสอบขยายผล
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIBศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นำโดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัยผบช.ก. พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ธนวัฒน์หิ้นยกฮิ่น ผกก.5 บก.ป.พร้อมคณะ แถลงผลปฏิบัติการรื้อระบบสยบสแกมเมอร์Operation Anti-Scam Matrix ทลายเครือข่ายมิจฉาชีพหลอกลงทุนผ่านแอปพลิเคชั่น ETO TH แล้วฟอกเงินผ่านระบบคริปโตเคอเรนซี่ โดยกระจายกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 27 จุด ใน 11 จังหวัด จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ39 ราย พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท
พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า เบาะแสสำคัญที่นำไปสู่ปฏิบัติการครั้งนี้ เนื่องจากศูนย์ ACSC ได้ตรวจสอบรายชื่อชาวต่างชาติที่ได้รับวีซ่า Thailand Privilege แล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการแจ้งความออนไลน์ ก่อนจะพบความผิดปกติว่ามีบัญชีธนาคารชาวจีน ถือวีซ่าประเภทดังกล่าว รับโอนเงินจากกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุหลอกลวงประชาชน จึงมอบหมายให้กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) สืบสวนขยายผล วบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบความเชื่อมโยงของบุคคลที่เกี่ยวข้องในขบวนการ
ต่อมาเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 27 จุด ใน 11 จังหวัด ได้แก่ กทม.เชียงใหม่ เชียงราย สมุทรปราการ สระบุรี สิงห์บุรี นครปฐม ชลบุรี กาฬสินธุ์ นราธิวาส และระนอง โดยจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับไว้ได้รวม 39 ราย แบ่งเป็นคนไทย 30 ราย สัญชาติจีน 8 ราย และสัญชาติเมียนมา 1 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน แสดงตนเป็นคนอื่น นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และร่วมกันฟอกเงิน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีหลายรายการ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์หรู 8 หลัง มูลค่ากว่า 330 ล้านบาท โฉนดที่ดินและห้องชุดย่านพระราม 9 มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท บ้านพักหรูย่านกรุงเทพกรีฑา มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท รถยนต์หรู 10 คัน เงินสดและเงินตราต่างประเทศรวมกว่า 4.2 ล้านบาท รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลUSDT ตลอดจนทรัพย์สินมีค่า เครื่องประดับ นาฬิกาหรู และกระเป๋าแบรนด์เนมรวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้กว่า 500 ล้านบาท
ด้านว่าที่ พ.ต.ต.ชนกันต์ บุรผากา สว.กก.5 บก.ป.กล่าวถึงพฤติการณ์แห่งคดีว่ากลุ่มคนร้ายหลอกลวงผู้เสียหายผ่านเฟซบุ๊ก โดยชักชวนให้ร่วมลงทุนเทรดหุ้นลักษณะ Block Trade อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง จากนั้นจะดึงผู้เสียหายเข้ากลุ่มไลน์ ซึ่งมีบัญชีม้าของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ทำหน้าที่สร้างกระแสความน่าเชื่อถือและชักชวนให้เหยื่อหลงเชื่อ เปิดพอร์ตลงทุนผ่านเว็บไซต์ eto-th.com พร้อมดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นปลอม ETO TH และเชิญให้เข้าร่วมฟังการสอนเทรดจากบุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและตัดสินใจลงทุน จึงโอนเงินเข้าบัญชีนิติบุคคลของกลุ่มคนร้ายรวม 13 บัญชี อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินลงทุนและผลกำไรกลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ โดยถูกเรียกให้โอนเงินเพิ่มเป็นค่าธรรมเนียม จนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
สำหรับกรณีตัวอย่างที่นำมาขยายผลมีมูลค่าความเสียหายกว่า 26.5 ล้านบาท ขณะที่การตรวจสอบบัญชีนิติบุคคลทั้ง 13 บัญชี พบว่ามีผู้เสียหายหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อรวม 74 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 173 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีกับเครือข่ายที่ทำหน้าที่รับเงินและฟอกเงินจากการหลอกลวงดังกล่าว
ขณะที่ พ.ต.ท.ศรัณย์ ศรีพักตร์ รอง ผกก.5 บก.ป.เปิดเผยถึงกระบวนการฟอกเงินในเชิงลึกว่ากลุ่มคนร้ายใช้วิธีการกระจายเงินไปยังบัญชีอื่น ก่อนถอนเป็นเงินสดผ่านตู้เอทีเอ็ม โอนเงินผ่านโพยก๊วนชำระเงินผ่านระบบ Payment Gateway ตลอดจนแปลงเงินเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลUSDT แล้วโอนไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัลชนิดไม่ระบุตัวตน เพื่อตัดตอนเส้นทางการเงินและปกปิดแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งได้จากการกระทำความผิด จากการตรวจสอบข้อมูลบนระบบบล็อกเชน พบว่าเงินดิจิทัลดังกล่าวถูกแปลงกลับมาเป็นเงินบาทผ่านแพลตฟอร์ม Exchange ที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยกลุ่มคนร้ายสมัครใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวเพื่อแลกเปลี่ยนสกุลเงิน ก่อนนำเงินบาทที่ได้ไปใช้ใน 3 ส่วนหลัก
สำหรับส่วนแรก เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแก๊งสแกมเมอร์ โดยโอนเงินให้เหยื่อรายอื่นช่วงแรก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือทำให้ผู้เสียหายตายใจก่อนจะหลอกให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่2 เป็นการเบิกถอนเงินสดโดยกลุ่มผู้ทำหน้าที่บริหารจัดการเงิน เพื่อนำไปส่งมอบตามจุดนัดหมาย มีการส่งมอบเงินสูงสุดครั้งละหลายล้านบาท และส่วนที่3 คือการนำเงินไปซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์หรูในระยะยาว เพื่อแปรสภาพเงินที่ได้จากการกระทำความผิดให้กลายเป็นทรัพย์สิน
พ.ต.ท.ศรัณย์ กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนเชิงลึก ผู้ต้องหาชาวจีนรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์ในเครือข่าย รับสารภาพว่าทำหน้าที่ฟอกเงินให้หุ้นส่วนระดับสูงของศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ปี 2565 มีมูลค่าการฟอกเงินไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบบ้านหรูที่ตรวจยึดไว้ ยังไม่พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างกลุ่มผู้ต้องหากับบุคคลที่เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินที่แท้จริง โดยพบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นนอมินีที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการรายอื่นเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการคัดกรองชาวต่างชาติที่ได้วีซ่า Thailand Privilege พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า ในอดีตมีระบบคัดกรองอยู่แล้ว แต่เมื่อตรวจพบกรณีดังกล่าว ศูนย์ ACSC ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเพื่อยกระดับมาตรการคัดกรองให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้ตรวจสอบย้อนหลังผู้ที่ได้รับวีซ่าประเภทนี้ไปแล้วเพื่อดูความผิดปกติและป้องกันไม่ให้ช่องทางดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม
ส่วนสถานการณ์แก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะมีการประกาศกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง แต่จากข้อมูลการติดตามสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าขบวนการเหล่านี้ยังไม่หมดสิ้นไป เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ และกระจายตัวออกจากคอมพาวด์ขนาดใหญ่ ไปหลบซ่อนตามอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และบ้านพัก เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการดำเนินงานและกระทำผิดต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


