สมรักษ์ ได้ประกัน วางเงินสด 3 แสน คดีพรากผู้เยาว์ เจ้าตัวยันไม่ได้กระทำผิด

20 ตุลาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีดำ อ.694/2567 ที่พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น เป็นโจทก์ ฟ้อง นายสมรักษ์ คำสิงห์ หรือ บาส อายุ 53 ปี นักมวยสากลสมัครเล่นชื่อดัง ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ ที่เมืองแอตแลนตา และนายพิเชษฐ์ ชิเนหันทา เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ตามลำดับ ในความผิดฐาน พรากเด็กอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร และพาบุคคลดังกล่าวไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้เยาว์จะยินยอมก็ตาม
นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังถูกฟ้องในข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายขณะผู้เสียหายอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จากกรณีร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร
ขณะที่ฝ่ายผู้ร้อง (เด็ก) และโจทก์ร่วม (ผู้ใช้อำนาจปกครอง) ได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง จำนวน 800,000 บาท และ 1,000,000บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อหา
คดีนี้ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 13 เดือน 10 วัน และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ร่วม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 ธ.ค.2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่ผู้ร้อง 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 ธ.ค 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง
และพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจาก จำเลยที่ 2 ขาดเจตนาในการกระทำความผิด กล่าวคือกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด พยานหลักฐานฟังได้เพียงว่าผู้ร้องได้แจ้งเรื่องอายุของตนแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น โดยไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 รับรู้ถึงอายุของผู้ร้องแต่อย่างใด
นายสมรักษ์ จำเลยที่ 1 และอัยการโจทก์ ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีพิรุธในประเด็นเรื่องการพบเพื่อนเก่าในผับ โดยผู้เสียหายที่ 1 น่าจะติดต่อเพื่อนคนดังกล่าวให้ไปส่งที่พักของตนได้ แต่กลับเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้นและเลือกที่จะนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ไปกับจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปถึงโรงแรม ซึ่งผู้เสียหายที่1ย่อมรู้ดีว่าไม่ใช่โรงแรมที่ตนพัก แต่ผู้เสียหายที่ 1 กลับยอมลงจากรถและเดินจูงมือกับจำเลยที่ 1 เข้าไปภายในโรงแรมและเดินขึ้นบันไดไปยังชั้น 2 จนถึงหน้าห้องพัก ซึ่งบ่งชี้ความสมัครใจในการเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 ระหว่างทางไปห้องพักก็ไม่ปรากฏว่ามีการบังคับขู่เข็ญหรือฉุดกระชาก และเมื่อเข้าไปในห้องพักซึ่งอยู่กันเพียงสองต่อสอง วิสัยและภาวะเช่นนั้นผู้เสียหายที่ 1 ย่อมคาดหมายได้ว่าอาจถูกกระทำชำเรา แต่ก็ยังคงอยู่ในห้องโดยไม่ปรากฏว่ามีการขู่เข็ญ มีอาวุธ หรือทำให้หวาดกลัวจนไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือทั้งที่สามารถทำได้ โดยหลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ได้ถ่ายรูปจำเลยที่ 1 ขณะนอนหลับส่งให้เพื่อน และก่อนออกจากห้องได้บอกกับจำเลยที่ 1 ว่ารู้สึกหิวและจะลงไปรับประทานอาหาร ซึ่งจำเลยที่ 1 บอกให้รีบไปรีบมา ลักษณะการพูดคุยเป็นปกติเสมือนไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามกฎหมาย
ส่วนเรื่องค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นด้วยกับการกำหนดค่าเสียหายสำหรับโจทก์ร่วมคงเดิม แต่สำหรับผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ตัวเงินเพิ่มให้แก่ผู้ร้องในส่วนนี้อีก 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงพิพากษาแก้จำคุกจำเลยที่ มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน ฐานพรากผู้เยาว์โดยไม่รอลงอาญา และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ตัวเงินอีก 80,000 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ย
โดยขณะนี้ทนายความยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวนายสมรักษ์ ระหว่างฎีกา
ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์แล้ว มีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว นายสมรักษ์ ระหว่างฎีกา โดยตีราคาประกันตัว เป็นเงินสด 300,000 บาท
ภายหลังจากได้ประกันตัว นายสมรักษ์ ได้เดินออกจากห้องควบคุมผู้ต้องขังศาล โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางขึ้นรถยนต์ส่วนตัว ว่า "ไม่รู้สึกกังวลและรู้สึกสบายใจ ยืนยันว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรผิด"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

