ปคม.จับแก๊งตุ๋น ขายฝันเก็บเห็ด ผู้เสียหาย325คน

ปคม.จับแก๊งตุ๋น
ขายฝันเก็บเห็ด
ผู้เสียหาย325คน
สูญเงิน30ล้านบ.
ปคม. รวบบริษัทแก๊งตุ๋นขายฝันไปทำงานเก็บเห็ดที่แคนาดา สุดท้ายถูก “เท” ไม่ได้เดินทางมีเหยื่อผู้เสียหายกว่า 325 รายสูญเงินเกือบ 30 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ศิรเมศร์ เมธีธนวิจิตร์ ผกก.3 บก.ปคม. พ.ต.ท.กษิดิ์เดช เจริญลาภ รอง ผกก.3 บก.ปคม. พ.ต.ท.เกียรติบดินทร์ วงค์งาม สว.กก.3 บก.ปคม. พ.ต.ท.หญิง พัชราภรณ์ ส่องศรี สว.กก.3 บก.ปคม.และ พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ นิลมิตร สว.กก.3 บก.ปคม.
โดยนำกำลังจับกุม นายพสิษฐ์ฯ หรือ บอส อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 5638/2569 ลงวันที่ 25 กันยายน 2569 ข้อหา“ร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดฯ, ร่วมกันโฆษณาจัดหางานโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” โดยจับกุม บริเวณป่าอ้อยท้ายหมู่บ้านใน ต.แสงสว่าง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี
สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจาก นายวัชระและ นายพสิษฐ์ ผู้ต้องหารายนี้ได้ร่วมกันเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ “เกษตรประเทศแคนาดา” โฆษณาชวนเชื่ออ้างส่งคนไปทำงานเกษตรกรรม เช่น เก็บเห็ดที่แคนาดา และเก็บองุ่นที่ออสเตรเลียมีรายได้ดี เดือนละ 96,000 – 130,000 บาท หากเป็นฤดูทำไวน์อาจได้สูงถึง 200,000 บาทต่อเดือน พร้อมที่พักและสวัสดิการฟรี โดยใช้วิธีหลอกลวงให้ถือวีซ่าท่องเที่ยวไปก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานทีหลัง
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อเดินทางไปติดต่อที่สำนักงาน ย่านทุ่งสองห้อง กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าวีซ่าและค่าดำเนินการรวมรายละประมาณ 79,900 บาท กระทั่งถึงกำหนดนัดหมายอบรมและเตรียมเดินทางช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 ผู้เสียหายเดินทางไปที่บริษัท กลับพบว่าประตูถูกล็อกโซ่และไม่สามารถติดต่อใครได้ จึงรวมตัวเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ บก.ปคม.เบื้องต้นมีผู้ตกเป็นเหยื่อทั่วประเทศกว่า 325 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 26 ล้านบาท
ต่อมา เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า นายวัชระ กรรมการบริษัทผู้ต้องหาอีกรายได้หลบหนีออกนอกประเทศไปก่อนแล้ว ส่วนนายพสิษฐ์ หรือ “บอส” ไหวตัวทันจึงหนีมาซ่อนตัวใน จ.อุดรธานี จนกระทั่งตำรวจเข้าจับกุมได้คากลางป่าอ้อยดังกล่าว
สอบสวน นายพสิษฐ์ ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่า นายวัชระ ซึ่งเป็นเพื่อน ได้ชวนมาทำงานมีหน้าที่แค่แนะนำขั้นตอนการสมัคร ได้ค่าจ้างเป็นครั้งคราว พอติดต่อเพื่อนไม่ได้จึงรู้ว่าบริษัทมีปัญหา ประกอบกับรู้ตัวว่ามีหมายจับคดีฉ้อโกงของศาลแขวงเชียงรายติดตัวอยู่ จึงหลบหนีเรื่อยมา ก่อนถูกจับกุมส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปคม.ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


