ศาลสั่งปล่อยตัว 'นวการ ขอนศรี' คดีปิดหน่วยเลือกตั้ง เขตดินแดงปี 56 หลังเข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

ศาลสั่งปล่อยตัว 'นวการ ขอนศรี' คดีปิดหน่วยเลือกตั้ง เขตดินแดงปี 56 หลังเข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
วันที่ 2 กันยายน 2569 มีรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งในคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนวการ ขอนศรี เป็นจำเลย โดยศาลมีคำสั่งให้การลงโทษจำเลยในคดีนี้สิ้นสุดลง และออกหมายปล่อยจำเลย ตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ต่อมาในช่วงวันเกิดเหตุ จำเลยกับพวกได้ร่วมกันปิดล้อมทางเข้า-ออกสำนักงานเขตดินแดง ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาหีบบัตรและอุปกรณ์การเลือกตั้ง และมีการนำกุญแจมาปิดล็อกประตูทางออกของสำนักงานเขตดินแดง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถนำหีบบัตรและอุปกรณ์การเลือกตั้งไปยังหน่วยเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้ จนผู้อำนวยการเขตดินแดงและคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 6 เขตดินแดง เห็นว่าอาจเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงประกาศงดการลงคะแนนเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งดังกล่าว
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก ประกอบมาตรา 138 และ 83 รวมถึงความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยการกระทำเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว
อย่างไรก็ตาม เอกสารคำสั่งศาลชุดดังกล่าวไม่ได้ระบุวันที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไว้ แต่ระบุชัดว่า นายนวการอยู่ระหว่างรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยถูกคุมขังอยู่ที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2569 ก่อนศาลมีคำสั่งปล่อยในวันที่ 2 กันยายน 2569 เท่ากับถูกคุมขังมาแล้วประมาณ 5 เดือนกว่า จากโทษจำคุก 6 เดือนตามคำพิพากษา
ทั้งนี้ ภายหลังพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับ นายนวการได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้การลงโทษสิ้นสุดลงและปล่อยตัว โดยอ้างว่าการกระทำที่ต้องคำพิพากษาเป็นการกระทำอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง และเป็นความผิดตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงอยู่ในข่ายได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 7 และมีผลให้การลงโทษสิ้นสุดลงตามมาตรา 8 วรรคสอง ศาลได้ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ทราบ และเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งกำหนดนัดให้โจทก์ทราบทางโทรศัพท์แล้ว ถึงวันนัดมีผู้รับมอบฉันทะโจทก์มาศาล และโจทก์ไม่ได้แถลงคัดค้าน จึงถือว่าโจทก์ไม่คัดค้าน
ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำพิพากษา และเอกสารในสำนวนแล้วเห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและมีผลให้การจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ไม่อาจดำเนินไปได้ แต่พฤติการณ์เป็นการกระทำในบริบทของการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ไม่ปรากฏพฤติการณ์ซื้อเสียง โกงคะแนน เปลี่ยนแปลงผลคะแนน ทำเอกสารหรือคุณสมบัติอันเป็นเท็จ หรือช่วยเหลือผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดโดยมิชอบ
ศาลจึงยังฟังไม่ได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการเลือกตั้งโดยทุจริต การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม หรือเป็นความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ อันเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
ศาลเห็นว่า การกระทำของนายนวการอยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 และเมื่อคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ และจำเลยอยู่ระหว่างบังคับโทษ กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 8 วรรคสอง ให้ถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น และให้การลงโทษจำเลยในคดีนี้สิ้นสุดลง ศาลจึงมีคำสั่ง “หมายปล่อยจำเลยคดีนี้”
ต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้ออกหมายปล่อย ลงวันที่ 2 กันยายน 2569 ถึงผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ให้ปล่อยตัว นายนวการ ขอนศรี ตามคำสั่งศาล

