นายกฯย้ำออกก.ม.เพิ่มเติม คุมเข้มอาวุธ สั่ง3หน่วยแก้ปัญหา กระทบนักกีฬายิงปืน ชวนชี้จนท.ต้องจริงจัง

“นายกฯ” เผยสั่ง 3 ฝ่าย สางปัญหานโยบายเข้มอาวุธปืน กระทบนักกีฬายิงปืนฝึกซ้อมไม่ได้ มอบ ปค. เปลี่ยนรางวัล “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน” แจกปืน ส่วนประเด็นเจ้าหน้าที่พกอาวุธในเวลาทำงาน ผู้บังคับบัญชาออกแผนงานปฏิบัติได้เลย “ธนกร”ฝากรัฐบาลปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ เผยเตรียมออกมาตรการปราบปรามเด็ดขาด “พีระพันธุ์” จี้ยกเครื่องกฎหมายปืน ปกป้องสุจริตชน “ปชน.” จ่อเข็นร่างแก้กฎหมายคุมปืนประกบช่วงเปิดสมัยสภา จี้บังคับใช้กฎหมายเท่าเทียม “ปชป.”เสนอคุมขายปืนออนไลน์ พร้อมเร่งตรวจสอบการครอบครองปืนของผู้ก่อเหตุร้าย “ชวน” ชี้กฎหมายคุมปืนมีอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนอยู่ที่การบังคับใช้ เหน็บไม่ใช่แก้ปัญหารายวัน ต้องสร้างสังคมปลอดภัย มองนักการเมืองมีปืนจำนวนมากไม่สำคัญเท่าไปทำอันตรายใครหรือไม่
เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการมอบปืนเป็นของรางวัลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ว่า ตนได้ให้นโยบายว่าช่วงนี้รัฐบาลมีนโยบายควบคุมอาวุธปืน จึงขอให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการแจกรางวัล ซึ่งทางอธิบดีกรมการปกครองก็เห็นด้วย จึงได้มีการใส่เรื่องนี้ในคำกล่าวเปิดของตนที่กล่าวในงานโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่1
เมื่อถามว่ามีบางส่วนที่บอกว่าแจกกันมาเป็นธรรมเนียม นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ตอนนี้เป็นนโยบายรัฐบาล
สั่ง3ฝ่ายสางปัญหาซ้อมยิงปืน
ส่วนสมาคมกีฬายิงปืน ออกมาโต้แย้งว่าการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวด ส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อมและแข่งขันกีฬายิงปืนนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้อธิบดีกรมการปกครอง การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬา กำลังประสานงานและพูดคุยกัน และจะมีการออกกฎหมาย ควบคุมอาวุธปืนเพิ่มเติมแน่นอน
“พอเวลาพูดคำว่าควบคุม ก็จะมีประเด็นว่าแล้วอย่างงี้ แล้วอย่างงั้น แล้วตรงนี้จะแปลว่าอะไร คุณบอกว่าไม่ให้เอาอาวุธปืนออกจากบ้าน แล้วคนย้ายบ้านจะทำอย่างไร มันมีรายละเอียดเยอะ ฝึกยิงปืนจะทำอย่างไร แทนที่จะคิดเองทั้งหมดเดี๋ยวจะเป็นการบังคับก็เปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัย ไม่ให้มีช่องโหว่ไปใช้อาวุธปืนทำร้ายคนอื่น” นายอนุทินกล่าว
ชี้ไม่ยาก-มีทางออกอยู่แล้ว
นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวด้วยว่า เมื่อวานก็มีเหตุเกิดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา เกิดเหตุตอน 23.00 น.นักข่าวมาถามนายกฯ ตอน 08.00 น.บางทียังไม่ได้รับรายงานเลย ตนเองก็ต้องมานั่งเช็คข่าว เมื่อทราบข่าวแล้ว ก็สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและตำรวจดำเนินการอย่างเต็มที่ และเมื่อควบคุมตัวได้ก็ให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
ส่วนที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนออกมาโอดครวญว่า ทำงานยาก นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องทำยุทธศาสตร์ แผนงาน วิธีการปฏิบัติ คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในหน้าที่อยู่แล้ว ไม่ยากหรอก ก่อนจะย้อนถามว่า คนที่บ่นเป็นใคร หากเป็นเรื่องหน้าที่ในราชการ ให้ไปพูดคุยกับผู้บังคับบัญชา และผู้บริหารก็จะนำเรื่องนี้มาหารือในการประชุมผู้บริหาร-ส่วนงานราชการ เรื่องแบบนี้มีทางออกอยู่แล้ว
‘ธนกร’ฝากพรมค้นปืนทุกพื้นที่
นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีต รมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางควบคุมอาวุธปืนว่า อยากให้นายอนุทิน เปิดปฏิบัติการปูพรมค้นปืนทุกพื้นที่ เพราะถ้าเรามีประชากร 70,000,000 คน แต่มีการครอบครองปืนถึง 10,000,000 คน แบบนี้คงไม่ไหว ควรจะต้องมีมาตรการที่ทำให้ประชาชนมั่นใจว่า สุดท้ายแล้วประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในสถานศึกษา หรืออยู่ในที่สาธารณะ ประชาชนทุกคนต้องรู้สึกว่ามีความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ท่านนายกฯ ก็พูดชัดเจนว่า หลักสำคัญคือ พยายามให้ทุกคนคิดว่าอาวุธปืนไม่มีประโยชน์ต่อใคร หากถูกใช้เมื่อไร ไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัย ก็ต้องไปพิสูจน์ในศาลฯ เพราะตามขั้นตอนต้องถูกตั้งข้อหาก่อน สิ่งที่สื่อสารออกไปมีเจตนารมณ์ไม่อยากให้ทุกคนอยู่ใกล้อาวุธปืน
เชื่อปัญหาปืนจะลดลงแน่นอน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่ารัฐบาลจะมีมาตรการออกมาเร็วๆ นี้หรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกฎหมายใหม่ต่างๆ เพราะไม่ได้มีแค่เรื่องการครอบครองปืนจำนวนมากเท่านั้น แต่มีเรื่องของปืนเถื่อนผิดกฎหมายอีกด้วย ดังนั้น เชื่อว่ารัฐบาลย่อมต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาดอยู่แล้ว ขณะที่ปืนที่อยู่ในระบบก็ต้องเร่งตรวจสอบและควบคุมการพกพาและการใช้อย่างจริงจังด้วย ทั้งนี้ หากสามารถเดินหน้ามาตรการต่างๆ ได้อย่างจริงจัง จะทำให้สามารถลดทั้งจำนวนปืนที่ผิดกฎหมาย และการพกพาอาวุธในที่สาธารณะลงได้อย่างแน่นอน
“ปืนเถื่อนต้องปราบ ปืนถูกกฏหมายต้องคุม ผู้มีอิทธิพลต้องจัดการ ยาเสพติดต้องล้างให้ถึงต้นตอ ดังนั้น อยากให้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน หันหน้ามาช่วยกันวางแนวทางเหล่านี้ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่เอาแต่มานั่งเถียงกันว่า ยิงโจรในบ้านผิดหรือไม่ผิด หรือทำให้ประชาชนเข้าใจไปก่อนว่า รัฐบาลกำลังจะออกกฎหมายห้ามป้องกันตัวเองในบ้าน แบบนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ทำเพื่อประเทศของเราก่อน เกาะกระแสเพื่อหาเสียงเอาไว้ทีหลัง เพื่อให้สังคมเรามีความปลอดภัยมากขึ้น” นายธนกร กล่าว
‘พีระพันธุ์’แจงกรณียิงป้องกันตัว
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรมว.ยุติธรรม กล่าวถึงหลักการป้องกันตัว กรณีถูกบุกรุกหรือคุกคามว่า ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ประกอบ “โดยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หากเข้าองค์ประกอบการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและพอสมควรแก่เหตุ ย่อมไม่ถือเป็นความผิด” ทั้งนี้ ต้องพิจารณาว่าขณะเกิดเหตุมีภัยคุกคามถึงขั้นอาจเกิดอันตรายร้ายแรงหรือไม่ และการตอบโต้เหมาะสมกับสถานการณ์เพียงใด
นายพีระพันธุ์กล่าวว่าหากผู้ก่อเหตุมีปืนและกำลังจ่อหรือพยายามยิง การยิงสวนเพื่อหยุดการกระทำอาจถือเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ แม้กระสุนถูกอวัยวะสำคัญจนเสียชีวิต ขณะที่หากผู้ก่อเหตุไม่มีอาวุธและไม่ได้อยู่ในภาวะที่จะทำอันตรายถึงชีวิต แต่เจ้าของบ้านกลับยิงจนเสียชีวิต ก็อาจเข้าข่ายป้องกันเกินกว่าเหตุ
พร้อมย้ำว่า แม้ผู้ก่อเหตุใช้สิ่งอื่น อาทิ ชะแลงหรือมีด หากพยายามฟาดศีรษะหรือแทงอวัยวะสำคัญจนมีโอกาสถึงแก่ชีวิต การใช้ปืนป้องกันตัวก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกินกว่าเหตุโดยอัตโนมัติ เพราะต้องดูพฤติการณ์และความร้ายแรงของอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่พิจารณาจากชนิดของอาวุธเพียงอย่างเดียว
จี้มท.เร่งแก้กฎหมายปืนล้าหลัง
นายพีระพันธุ์ เสนอให้รัฐบาลเร่งทบทวนพ.ร.บ.อาวุธปืนฯซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย โดยเห็นว่ากฎหมายปัจจุบันล้าหลังและไม่ทันต่อสถานการณ์ ควรปรับปรุงให้ครอบคลุมทั้งการดัดแปลงสิ่งเทียมอาวุธปืน การพกพาอาวุธโดยไม่มีเหตุอันสมควร และการนำอาวุธของผู้อื่นที่มีใบอนุญาตไปใช้ เช่นกรณี “บีบีกัน” ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืน จึงไม่อยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาตเช่นเดียวกับอาวุธปืนจริง และที่ผ่านมาเคยถูกนำไปดัดแปลงใช้ก่อเหตุรุนแรงหลายครั้ง โดยเสนอเพิ่มโทษ “ประหารชีวิต” ผู้ที่นำอาวุธไปทำร้ายหรือเอาชีวิตผู้อื่น พร้อมเห็นว่าการแก้ปัญหาต้องทำควบคู่ทั้งการปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยฝ่ายปกครองและตำรวจต้องตรวจสอบและปราบปรามอาวุธผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด
แนะศธ.เพิ่มบทบาทเป็นที่พึ่งของเด็ก
นายพีระพันธุ์ ชี้ว่าปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนไม่ควรมองเฉพาะเรื่องการใช้อาวุธ แต่ต้องพิจารณาแรงกดดันที่เด็กเผชิญ ทั้งจากครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม จึงควรให้ผู้ปกครองใส่ใจและรับฟังเด็กมากขึ้น ขณะที่โรงเรียนและครูต้องเป็นที่พึ่ง โดยกระทรวงศึกษาธิการควรอบรมครูให้เข้าใจและสามารถดูแลปัญหาของเด็กได้ ไม่เน้นเฉพาะด้านวิชาการ จึงเสนอให้ทบทวนหลักสูตรและการแข่งขัน ที่อาจสร้างแรงกดดันมากเกินไป เพราะเด็กแต่ละคนมีความสามารถในการรับแรงกดดันต่างกัน หากรับมือไม่ไหวอาจนำไปสู่ปัญหาที่กระทบทั้งเด็ก ครอบครัว และสังคมได้
‘เท้ง’หวั่นพฤติกรรมเลียนแบบกราดยิง
ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพฤติกรรมเลียนแบบเหตุกราดยิงในเด็กโรงเรียนต่างๆ ว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น ตนเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าใจว่าหลายๆ โรงเรียนอาจได้รับข้อความขู่ ไม่ว่าจะเจตนาทำจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าได้รับข้อความในลักษณะข่มขู่แบบนี้ ก็อาจทำให้ผลกระทบในโรงเรียนได้ คงต้องเรียกร้องให้ผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งดูแลสอดส่องความปลอดภัยในโรงเรียนให้เต็มที่อย่างถึงที่สุด ในส่วนของพรรคประชาชนเอง เราก็มีการพูดคุยกัน เรื่องร่างแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม รวมถึงนโยบายในการควบคุมอาวุธปืน อีกส่วนสำคัญ นอกเหนือจากเรื่องกฎหมายคือการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าเราจะเพิ่มโทษให้รุนแรงมากขึ้นอย่างไร แต่สุดท้าย ถ้ากระบวนการการบังคับใช้กฎหมายล้มเหลว ก็จะส่งผลกระทบอีกด้านหนึ่ง กฎหมายที่มีโทษสูงขึ้นก็อาจกลายเป็นเครื่องมือให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตเข้าไปเรียกรับผลประโยชน์ หรือใช้เป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์เข้าตัวตัวเองด้วย
นักการเมืองต้องไม่มีสิทธิ์เหนือปชช.
เมื่อถามว่าช่วงเปิดสมัยประชุมสภาจะมีการยื่นร่างแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมอาวุธปืนเลยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกันภายในพรรคอยู่แล้ว ตนเชื่อว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้เสนอเข้าสู่สภา จะมีร่างหรือข้อเสนอในส่วนของพรรคประชาชนประกบเข้ามาด้วยเช่นกัน
เมื่อถามว่ากลุ่มคนที่ถูกวิจารณ์คือนักการเมือง เพราะมีอัตราการครอบครองปืนสูง นักการเมืองควรมีปืนหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นักการเมืองก็ไม่ต่างจากประชาชนทั่วไป สุดท้ายไม่ว่าจะสวมหมวกอะไรหรือมีตำแหน่งอะไร ทุกคนต้องเสมอภาคกันทางกฎหมาย สุดท้ายก็อยู่ที่เรื่องการบังคับใช้กฎหมายด้วย
“เราเห็นภาพข่าวคนที่เป็นคนร้าย กลายเป็นว่าเป็นนักการเมืองใหญ่เข้าไปอยู่ในห้องเดียวกันกับตำรวจ ก็สามารถสูบบุหรี่ได้ ทำอะไรได้ ไม่ต้องสวมกุญแจมือ เป็นภาพที่ทำให้สังคมมองแล้ว รวมถึงตัวผมเอง มองว่าไม่ถูกต้อง กลายเป็นว่าคนที่เป็นนักการเมืองกับไม่ได้เป็นนักการเมือง พอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ได้รับการปฏิบัติกันคนละแบบส่วนที่สำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายให้ทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” นายณัฐพงษ์ กล่าว
ขอดูที่ผลลัพธ์มากกว่าการให้ข่าว
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีได้โทรตำหนิผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และตำรวจได้ชี้แจงแล้ว จะเรียกศรัทธาจากประชาชนได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สุดท้ายตำรวจต้องขึ้นตรงกับ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพราะฉะนั้น ดูที่ผลลัพธ์มากกว่า เรื่องของการให้ข่าว มาแสดงว่าจะเอาจริง สุดท้ายประชาชนจะเชื่อถือมากที่สุดเรื่องการกระทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เรื่องการเรียกปืนคืนกลับมาสู่ระบบมีข้อเสนอดีๆ หลายข้อ ตนขอย้ำว่าปัญหาที่สำคัญในปัจจุบัน คืออาวุธปืนที่กระจายตัวอยู่ในสังคม ถ้าจะต้องมีการเรียกรับคืนให้เข้าสู่ระบบมากยิ่งขึ้น สุดท้ายก็กลับมาเรื่องเดิม คือการบังคับใช้กฎหมาย
ปชป.จี้นายกฯคุมค้าปืนออนไลน์
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แก้ปัญหาเกี่ยวกับอาวุธปืนให้ครอบคลุมถึงการซื้อ ขายอาวุธปืนเถื่อน ปืนไทยประดิษฐ์ บนช่องทางออนไลน์ ที่ปัจจุบันพบว่าสามารถซื้อ ขายได้อย่างเสรี โดยต้องมีการควบคุม เพราะมีข้อกังวลว่าหลังจากที่ นายกฯ ปิดกั้นไม่ให้ออกใบอนุญาตซื้อปืน ใบอนุญาตครอบครอง และใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนเพิ่ม ทำให้ประชาชน คนทั่วไปไม่สามารถมีปืนถูกกฎหมายได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบกับตำรวจจบใหม่ที่ไม่สามารถซื้อปืนได้
“ปืนถูกกฎหมายซื้อไม่ได้ ทำให้ต้องซื้อปืนเถื่อน ปืนไทยประดิษฐ์ ที่ซื้อได้ตามออนไลน์ เรื่องนี้หากนายกฯคุมไม่ได้ จะเกิดปัญหามาก เพราะตำรวจเข้าไม่ถึงงปืน แต่โจรเข้าถึงได้ ดังนั้นนายกฯ ต้องแก้ปัญหาให้ครอบคลุม เพื่อไม่ให้อาวุธผิดกฎหมายไปสู่มือโจรได้เช่นกัน เพราะหากตำรวจซื้อปืนถูกกฎหมายไม่ได้ แต่โจรซื้อปืนเถื่อนได้เสรี ตำรวจจะสู้โจรไม่ได้” นายพงศกร กล่าว
เร่งกระบวนการยึด-ไม่ให้ปืนเปลี่ยนมือ
เมื่อถามถึงการตรวจสอบนักการเมืองที่ครอบครองปืนจำนวนมาก นายพงศกร กล่าวว่า เชื่อว่าที่ผ่านมามีนักการเมืองไม่ว่าพรรคไหนมีปืนอยู่ในครอบครอง แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาและแก้ปัญหา คือ ทำให้ปืนไม่ผิดมือ เพราะปัจจุบันยังมีช่องโหว่ เช่น นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตส.ส. นนทบุรี ที่พบว่าก่อเหตุทำผิด ปืนที่ก่อเหตุถูกยึดเป็นของกลาง และเตรียมจะทำลาย ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีการครอบครองปืนอยู่อีก หรือกรณีผู้ก่อเหตุรุนแรงอื่นๆ ที่พบว่ามีการครอบครองปืนที่ถูกกฎหมายอีก ดังนั้นต้องตรวจสอบ เร่งกระบวนการยึด หรือเปลี่ยนมือ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงก่ออาชญากรรมซ้ำ
‘ชวน’ ชี้มีกฎหมายคุมปืนอยู่แล้ว
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาล ว่า ความจริงมีระเบียบกฎหมายอยู่แล้ว ว่าใครมีสิทธิ์ซื้อปืนได้ และใครมีสิทธิ์ที่จะพกพาปืนได้ ภาคปฏิบัติไปตามระเบียบก็ไม่มีปัญหา
เมื่อถามว่า เป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า เป็นการแก้ปัญหาแบบรายวัน พอมีเรื่องนี้ขึ้นมาก็หยิบขึ้นมาพูดจะออกระเบียบโน่นนี่ แต่ต้องดูว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไร เพราะปืนจะมีได้ต้องมีใบอนุญาตให้ซื้อ ดังนั้น คนที่อนุญาตคือใคร ทำไมอนุญาต เพราะมีกฎเกณฑ์กติการะเบียบอยู่ มีตำรวจชั้นผู้น้อยเล่าให้ตนฟังว่าเวลาเขาประมูลปืนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พอเสร็จแล้วยังมีการให้รางวัล คือใบอนุญาตให้ซื้อปืนแจกจ่ายไป เพราะฉะนั้นไม่ควรมีปืนเยอะ แต่ปืนก็ไม่ได้เป็นอันตรายทั้งหมด ถ้าสังคมมีหลักประกันมั่นคงว่าปลอดภัย มีความอยากมีปืนไว้เพื่อป้องกันตัวเองก็น้อย แต่หากสังคมไม่ค่อยปลอดภัย มีปัญหา ประชาชนป้องกันตัวเอง คนส่วนหนึ่งที่ไม่อยากมีปืนก็ต้องมีเพื่อป้องกันตัวเอง
ต้องทำให้สังคมปลอดภัย
“ดังนั้นประเด็นใหญ่ในเบื้องต้นคือต้องทำให้สังคมปลอดภัย เชื่อมั่นได้ว่าเจ้าหน้าที่คุ้มครองได้ ถึงต้องย้อนกลับมาดูเรื่องเหล่านี้ก่อน ถ้าเราเห็นว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านี้ โดยไม่เป็นภาระ ดังนั้นการออกระเบียบเพียงก็อาจทำให้มีปัญหา จึงต้องไปดูว่าปัญหาเกิดจาก พฤติกรรมเกิดจากอะไร ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษากันอยู่ว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากกรณีเด็กนักเรียน ที่นนทบุรี สังคมเกิดจากอะไร เพราะสังคมเปลี่ยน เด็กลดลง และต้องเห็นใจโรงเรียนในการดูแลเด็ก พ่อแม่ก็ต้องทำงาน ไม่มีนั่งดูแลลูกอยู่บ้านเหมือนสมัยก่อน โอกาสใกล้ชิดลูกก็ไม่มากนัก” นายชวน กล่าว
หวังเจ้าหน้าที่เข้มงวดจริงจัง
เมื่อถามว่าปัจจุบัน ปืนหาซื้อได้ง่ายตามโซเชียลมีเดีย จะถูกมองว่าใครๆก็มีปืนได้ นายชวน กล่าวว่า หวังว่าเจ้าหน้าที่จะมีความเข้มงวดกวดขัน เพราะสังคมมีจุดอ่อนทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะเรื่องปืน แต่ยังมีเรื่องระเบียบวินัยด้วยหวังว่าเจ้าหน้าที่จะจริงจังกับเรื่องเหล่านี้ อย่าไปมองเรื่องอะไรผ่านไปแล้วละเลย ไม่เช่นนั้นสังคมก็จะมีปัญหาตามมา เพียงแค่ไม่มีระเบียบวินัยเรื่องเดียวก็จะมีเรื่องอื่นตามมาอีกมาก
ส่วนเรื่องการแก้กฎหมายพกพาอาวุธปืนนั้น นายชวน กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นตัวร่างกฏหมายแต่อยากให้ดูว่า ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ อยู่ที่ภาคปฏิบัติหรือความบกพร่องของกฎหมาย เข้าใจว่ากฎหมายขณะนี้มีการควบคุมเรื่องอาวุธปืนเข้มพอสมควร ขอย้ำว่า ถ้าทำให้สังคมปลอดภัย ความคิดที่จะมีอาวุธไว้ป้องกันตัวเองก็จะเกิดขึ้นน้อย แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แม้แต่อยู่ในบ้าน คนก็จะหาทางป้องกันตัวเองด้วยการมีอาวุธปืนไว้ในบ้าน
เผยมีปืน2กระบอกขึ้นสนิมแล้ว
ถามว่านักการเมืองมีปืนหลายกระบอกมองว่าเกินความจำเป็นหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พูดยาก เราไม่รู้ว่าเขาสะสมไว้ทำไม และไม่ทราบว่าส่วนใหญ่ใช้ปืนอย่างไรบางคนบอกว่าสะสมไว้เป็นกีฬา แต่ที่สำคัญคือเป็นอันตรายต่อใครหรือไม่ เพราะการมีปืนไม่ใช่ปัญหา สำคัญคือการประพฤติปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากคนที่มีอาวุธ
ต่อข้อถามว่านายชวน มีปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ นายชวน กล่าวว่าตนมีปืนอยู่ 2 กระบอก เป็นปืนสั้นกับปืนยาว แต่ไม่ได้ใช้ ป่านนี้ขึ้นสนิมหมดแล้ว
สตช.แจงหลักเกณฑ์ตร.พกปืน
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะการ ควบคุม กำชับ และขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของสายตรวจทั่วประเทศ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามยุทธวิธีได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับมาตรการกวดขันการพกพาอาวุธปืน ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนที่อาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า “หากข้าราชการตำรวจพกพาอาวุธปืนไปใช้ในยามวิกาล ดื่มสุรา หรือนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่จะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป”
การพิจารณาข้อกฎหมายและบริบทการปฏิบัติงาน
พล.ต.อ.ธัชชัย อธิบายว่า การจะพิจารณาว่าการพกพาอาวุธปืนของข้าราชการตำรวจนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่สามารถตัดสินจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงลำพังได้ แต่จะต้องพิจารณาจากบริบทและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป โดยต้องนำองค์ประกอบต่อไปนี้มาพิจารณาร่วมด้วย หน้าที่ราชการ และความจำเป็น เหตุอันสมควร และพฤติการณ์แห่งกรณี การได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
โดยหลักการแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ แต่งเครื่องแบบ ขณะปฏิบัติหน้าที่ของตนในพื้นที่รับผิดชอบ จึงสามารถพกพาอาวุธปืนได้ รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ในบางภารกิจที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืน เช่น การปฏิบัติภารกิจนอกเครื่องแบบ หรือการสืบสวนนอกเวลาราชการ ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่เข้าไปในร้านอาหารหรือสถานที่สาธารณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการพกพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ
ระเบียบและบรรทัดฐานทางกฎหมาย เพื่อให้เกิดความชัดเจน ประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 22 บทที่ 13 (ว่าด้วยการพกพาอาวุธปืน ดาบปลายปืน และตะบอง) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ข้าราชการตำรวจที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืนติดตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการ จะต้อง 1. ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาชั้นสารวัตร (หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า) ขึ้นไป 2. พกพาอาวุธปืนอย่างมิดชิด เรียบร้อย และเหมาะสมกับกาลเทศะ ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9690/2557 ที่เคยวินิจฉัยไว้ว่า ข้าราชการตำรวจ ที่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาตามระเบียบฯ ให้พกพาอาวุธปืนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ และขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต ศาลถือว่าจำเลย ไม่มีความผิด ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
คำพิพากษาฎีกาที่ 13535/2553 มีสาระสำคัญว่า ร้อยตำรวจเอก ป. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้
นอกจากนี้ ยังมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (16) (17) และมาตรา17 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น ร้อยตำรวจเอก ป. จึงมีอำนาจจับกุม ควบคุมตัวจำเลย ตลอดจนการจัดทำเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในอำนาจหน้าที่ได้ หาใช่จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหรือไม่ขึ้นอยู่กับ การลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา แต่อย่างใดไม่ ดังนั้นข้าราชการตำรวจจึงเป็นตำรวจตลอดเวลา
สรุป ข้าราชการตำรวจเป็นตำรวจตลอด 24 ชั่วโมง ตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า ย่อมสามารถเข้าระงับเหตุ จับกุม หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ทันที เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจในที่สาธารณะเช่น สถานบริการหรือร้านอาหาร เป็นต้น ย่อมต้องปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยการพกพาอาวุธปืนต้องกระทำอย่างมิดชิดและเหมาะสมกับภารกิจ เพื่อมิให้กระทบต่อความปลอดภัยหรือความเชื่อมั่นของประชาชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

