โฆษกราชทัณฑ์ ย้ำ ไทยยังไม่ยกเลิกโทษประหาร แม้ไม่มีการบังคับโทษครบ 10 ปี ชี้กฎหมายอาญายังบัญญัติโทษไว้

"โฆษกราชทัณฑ์"ย้ำ "ไทย"ยังไม่ยกเลิก"โทษประหาร" แม้ไม่มีการบังคับโทษครบ 10 ปี ชี้กฎหมายอาญายังบัญญัติโทษไว้ ขณะที่"ราชทัณฑ์"เดินหน้าทบทวนเกณฑ์บริหารโทษคดีร้ายแรง เตรียมปรับเกณฑ์ใหม่รับโทษขั้นต่ำ เคาะปลาย ก.ย. "นักโทษคดีร้ายแรง"ประหาร 25 ปี-ตลอดชีวิต 20 ปี อุกฉกรรจ์ 12 ปี ก่อนเลื่อนชั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม
จากกรณีเกิดเหตุอาชญากรรมสะเทือน ขวัญต่อเนื่อง ตั้งแต่ “ฑนา เกิดทอง” หรือ ป๋อง อดีตผู้ต้องขังคดีพยายามฆ่า อาวุธปืน และยาเสพติด ซึ่งพ้นโทษเพียง 2 เดือน ก็ก่อเหตุอุ้มฆ่าอำพรางต่อเนื่อง 5 ศพ ใน จ.ชลบุรี รวมถึงกรณี “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ ที่ได้รับการปล่อยตัวหลังได้รับพระราชทานอภัย โทษและลดโทษหลายครั้ง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการบริหารโทษและการปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีร้ายแรง จนเป็นที่มาล่าสุดกรมราชทัณฑ์กำลังทบทวนหลักเกณฑ์การได้รับประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดครั้งใหญ่ โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง โทษประหารชีวิต และจำคุกตลอดชีวิต โทษสูง เตรียมเสนอกำหนด“ระยะเวลาความปลอดภัยของสังคม” ให้รับโทษขั้นต่ำ 20-25 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการลดวันต้องโทษหรือได้รับประโยชน์จากการเลื่อนชั้นนักโทษ เพื่อสร้างหลักประกันว่า การคืนคนสู่สังคมลดความเสี่ยงการกระทำผิดซ้ำ และสร้างความเชื่อมั่นควบคู่กับความปลอดภัยของประชาชน
วันนี้ (13 กันยายน 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมราชทัณฑ์ ได้จัดโครงการสื่อมวล ชนสัญจร (Press Tour) Beyond the walls เปิดมุมมองการทำงานภายใต้แนวคิด “ก้าวข้ามกำแพงสู่โอกาสใหม่” ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เมื่อวันที่ 11 ก.ย.69โดยเน้นพัฒนาผู้ต้องขังควบคู่การควบคุม เพื่อคืนคนสู่สังคมและลดการกระทำผิดซ้ำ โดยดำเนินการควบคู่พร้อมการเตรียมปรับหลักเกณฑ์ได้รับประโยชน์ของผู้ต้องขัง โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ คดีร้ายแรงและคดีโทษสูงนั้น
นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีนายฑนา เกิดทอง หรือ “ป๋อง” ผู้พ้นโทษแล้วกลับมาก่อเหตุอุกฉกรรจ์ 5 ศพ ท่ามกลางคำถามเรื่องการประเมินความเสี่ยงผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัว โดยยอมรับว่าการดูแลผู้ต้องขังมีทั้งผู้ที่สามารถแก้ไขพฤติกรรมได้และผู้ที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ซึ่งกรณี “ป๋อง”การต้องโทษครั้งแรกไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายJSOC และได้รับโทษ 6 ปีครบกำหนด ก่อนพ้นโทษเรือนจำได้ประเมินตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือกฎหมาย JSOC และเสนอให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้กลับไปสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชน อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรการเป็นอำนาจของศาล ซึ่งกรณีนี้ศาลกำหนดให้นายฑนารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ จ.ชลบุรี เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่ได้ติดกำไล EM แต่เจ้าตัวเข้ารายงานตัวเพียงครั้งเดียว ก่อนก่อเหตุรุนแรงดังกล่าว
สำหรับแนวคิดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในการพิจารณาลดวันต้องโทษหรือการอภัย โทษ นายยุทธนา มองว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะช่วยสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุล โดยยกตัวอย่างกระบวนการตามกฎหมาย JSOC ซึ่งมีการกลั่นกรองหลายขั้น ทั้งระดับเรือนจำ คณะกรรมการตามมาตรา 16 อัยการ และศาล ก่อนกำหนดมาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ
ส่วนกรณี “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตราชายาเสพติด ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษจนพ้นโทษเร็วกว่าที่สังคมคาดหวังนั้น โฆษกกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่าเจ้าตัวรับโทษมาตั้งแต่ก่อนปี 2562 และเป็นผู้ต้องขังสูงวัย อายุเกิน 70 ปี ไม่เคยทำผิดวินัย จึงมีคุณ สมบัติได้รับการเลื่อนชั้นและลดโทษตามหลักเกณฑ์ในช่วงเวลานั้น
อย่างไรก็ตาม จากกรณีดังกล่าว กระทรวงยุติธรรมจึงอยู่ระหว่างหารือแนวทางกำหนด“ระยะเวลารับโทษขั้นต่ำ” สำหรับผู้ต้องขังคดีร้ายแรง ก่อนเข้าสู่กระบวนการเลื่อนชั้นเพื่อให้มีคุณสมบัติรับการพระราช ทานอภัยโทษ โดยเบื้องต้นเสนอว่า ผู้ต้องขังโทษประหารอาจต้องรับโทษไม่น้อยกว่า 25 ปี โทษจำคุกตลอดชีวิตไม่น้อยกว่า 20 ปี และคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีโทษสูงไม่น้อยกว่า 12 ปี
ขณะที่ น.ส.วิยดา จั่นทอง ผอ.กองทัณฑปฏิบัติ และรองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ร่างกฎกระทรวงปรับเกณฑ์ดังกล่าวเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการราชทัณฑ์ภายในสิ้นเดือน ก.ย. 2569 โดยหลักการเบื้องต้นกำหนดให้ผู้ต้องขังโทษประหารต้องรับโทษอย่างน้อย 25 ปี โทษจำคุกตลอดชีวิต 20 ปี และคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีตามท้ายประกาศอย่างน้อย 12 ปี จึงจะมีสิทธิเลื่อนชั้นเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม ทั้งหมดต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายด้าน ทั้งความแออัดในเรือนจำและโอกาสในการพัฒนาพฤตินิสัย
ผอ.กองทัณฑปฏิบัติ กล่าวถึงความคืบหน้าการสำรวจผู้ต้องขังที่อาจได้รับประโยชน์จากพ.ร.บ. นิรโทษกรรม ทางกรมราชทัณฑ์ได้แจ้งเรือนจำทั่วประเทศประชาสัมพันธ์ให้ผู้ต้องขังรับทราบแล้ว แต่ยังไม่สามารถประเมินจำนวนผู้ที่จะได้รับประโยชน์ได้ เนื่องจากต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขกำหนดองค์ประกอบและหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะการตีความคำว่า “เกี่ยวเนื่อง” ซึ่งยังต้องวินิจฉัยรายละเอียด ทั้งนี้ ผู้ต้องขังที่เห็นว่าคดีของตนเข้าข่ายสามารถยื่นคำร้องผ่านเรือนจำได้
สำหรับประเด็นการยกเลิกโทษประหารชีวิตนั้น นายยุทธนา ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ ยืนยันว่าในทางปฏิบัติหากประเทศไทยไม่มีการบังคับโทษประหารครบ 10 ปี ว่า ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกโทษประหารโดยอัตโนมัติ เพราะประมวลกฎหมายอาญายังคงกำหนดโทษประหารไว้ และหากฎีกาถูกยกต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนการพระราชทานอภัยโทษถือเป็นพระราชอำนาจ และเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งในการตรวจสอบความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากความผิดพลาดในการประหารชีวิตไม่สามารถชดเชยย้อนหลังได้
ขณะเดียวกัน กรมราชทัณฑ์ยังเดินหน้าพัฒนาทักษะผู้ต้องขัง โดย นายขวัญไชย สันติภราภพ ผอ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ระบุว่า จะเน้นการฝึกอาชีพให้ได้มาตรฐาน รวมถึงหลักสูตรด้าน AI เพื่อให้ผู้ต้องขังที่ต้องโทษเป็นเวลานานสามารถปรับตัวกับโลกการทำงานหลังพ้นโทษ พร้อมย้ำว่าหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานและคุณสมบัติของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

